[SF-TVXQ] Paradise [2U]

posted on 29 Oct 2012 01:00 by doctorblueberry in TVXQ
จากเอ็นทรี่นี้เลยยยยย 
 
 
 
 
 
Title: Paradise
Author: Bambola (Pure)
Couple: Yunho x Yuchun
Rating: PG-13
Genre: Yaoi
Status: SF 
 Author ’s note: เิอิ๊กกกก สุดท้ายมันก็ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ แต่กำลังจะสอบอีกแล้ววันศุกร์หน้า ไม่ได้เขียนฟิคมานานนนนนนนนนนนนน (น.หนูอีกหลายตัว) เลยฝืดมือมาก เลยแอบโกงนิดนึง เย้ เอาฟิคเรื่องทูยูเรื่องสุดท้ายที่เขียนมาลง (ไม่รู้เคยเอาลงบอร์ดไปหรือยังนะ)  เขียนใหม่นิดหน่อย พอไปดูแล้ว เออ เขียนค้างไว้หลายเรื่องแฮะ แต่ก็เอามาลงแล้วล่ะนะคะ 
 
ปล. ชื่อเรื่องไม่เกี่ยวข้องใดๆกับเนื้อหาเล้ยยยยยย แต่ฟังเพลงนี้ตอนแต่งไปด้วยเท่านั้นเอง
 
ปล. เหลือฟิคเชอร์ล็อคบีบีซีอีกหนึ่ง อันนี้หนักหน่วง เพราะไม่เคยเขียนแฟนด้อมนี้มาก่อนเลย มีแต่ตามอ่าน แต่ไหนๆ ก็กึ่งๆบนไว้แล้วด้วยยังไงก็ต้องเขียนละว้า เอาไว้หลังสอบ หลังสัมมนาแล้วกันเนอะ เอิ๊กกกก 
 
ปล.สุดท้าย คิดถึงทูยูเหมือนกันแฮะ T^T
 
 
 
 
 

YUCHUN’s Part

 

“ยุนโฮ!!!!”

 

“เบบี๋!!!!!”

 

“บ้านแกเรอะ” ผมถลึงตามองผู้ชายตัวโตในชุดสูทสีเทาเข้ม ไม่ได้เจอกันมานานเหลือเกิน นานจนใบหน้าได้รูปดูมีอายุและคมสันกว่าเดิมจากที่พบกันครั้งสุดท้าย มีเพียงแววตาขี้เล่นเหมือนเดิมมองตรงมายังผม

 

“ยังพูดไม่เพราะเหมือนเดิมเลยให้ตายสิ”

 

“แกก็เหมือนกัน”

 

ชองยุนโฮมันเรียกผมว่าเบบี๋ครั้งแรกตอนที่เราเรียนอยู่ปีสองในมหาวิทยาลัย....ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันเรียกทำไมจนบัดนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

“คัมม่อน เบบี๋”

 

ผมหันซ้ายหันขวาก่อนจะเอานิ้วชี้บรรจงทิ่มลงตรงหน้าผากตัวเองขณะฟังเสียงเสียงยานคางเรียก พร้อมๆกับมือโบกไปมา ทำเอาผมต้องยู่ปาก ผมไปเป็นเบบี๋ของมันตั้งแต่เมื่อไหร่ ชองยุนโฮยกไหล่สองข้างพร้อมแบะมือออก ขณะที่ตัวผมเริ่มหันหลังออกเดินไปอีกทาง

 

“เฮ้ รอด้วยดิยูชอน ฉันเรียกนายไม่ได้ยินหรือไง”

 

“ใครเป็นเบบี๋ของแกวะ”

 

“ก็นายไง” เสียงยานคางดังขึ้นอีกครั้งตอนที่ผมหันขวับไปเตรียมจะเอาเรื่องหน้าตาทะเล้นกะล่อนนั่น พอดีกับนิ้วชี้ของมันบรรจงจิ้มลงมาตรงแก้มข้างซ้ายของผมพอดิบพอดี

 

พระเจ้า!!! นี่มันมุขจีบสาวสมัยไหนวะเนี่ย แค่คิดว่าผมเป็นผู้ชายทั้งดุ้นแล้วด้วย...จะอ้วกครับ

 

ผมก้าวฉับๆ โดยไม่สนใจไอ้คนตัวโตนั่นอีก ได้ยินแต่เสียงเรียกชื่อผมดังสนั่นทางเดินแคบๆกลางตึกหน้าห้องบรรยาย ผมปรายสายตาไปมองเห็นรอยยิ้มมุมปาก เออ ยิ้มได้ยิ้มไป วันไหนพ่อทนไม่ไหวจะ...จะอะไรคิดไม่ออกครับ ตอนนี้ผมยังได้แต่หนีมันทุกวันอยู่เลย

 

 

ถ้าจะให้ผมจำกัดความคำว่าหน้าด้านกับใครสักคนแล้ว ผมขอยกให้ชองยุนโฮ ผมเจอหน้ามันครั้งแรกตอนปฐมนิเทศ ซึ่งไม่รู้อะไรดลใจให้ผมยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับมันตอนที่มันนั่งลงข้างๆผม หน้าตาหล่อของมันอึ้งดูอึ้งไปจนผมเริ่มประหม่า ครับ..... แล้วหลังจากนั้นมันก็ทำตัวเกาะติดเป็นตุ๊กแกหรือปลิงอะไรซักอย่าง ถ้าผมเป็นแม่มันได้ผมคงได้อุ้มมันเข้าเอวแล้วให้ดูดนมผมซะเลย เกาะติดผมเสียขนาดนี้

 

แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือผมต้องยอมรับว่ามันเป็นเพื่อนที่ดีและสนิทกับผมที่สุดน่ะสิครับ ยกเว้นเสียแต่เรื่องที่มันพยายามจะจีบผมมาสองปี ผมไม่ใช่สาวน้อยซึ่งจะต้องมานั่งเขิน หรือทำเป็นอินโนเซนส์ไม่รู้ว่ามันจีบผม ในเมื่อการแสดงออกของมันโจ่งแจ้งเสียยิ่งกว่าสหรัฐอเมริกาประกาศรบยืดเยื้อกับอัฟกานิสถาน

 

ความสัมพันธ์แปลกๆของผมกับมันเลยอยู่บนคำจำกัดความที่ว่า....ใครหน้าด้านกว่ากันนั่นล่ะครับ

 

มันหน้าด้านที่จีบผมอยู่ทุกวัน ในขณะที่ผมก็หน้าด้านที่รู้แล้วทำเป็นไม่สนใจเท่านั้นเอง แต่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนมีรุ่นน้องมาสารภาพรักกับยุนโฮ แล้วมันก็คบกับเธอ ผมก็เข้าใจว่าความพยายามที่มันทำอยู่โดยไม่ได้รับการตอบสนองมาตั้งสองปี เป็นใครก็เหนื่อย มันทำได้ยังไงผมยังไม่รู้เลย แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือมันยังมาก้อร่อก้อติกกับผมอีกทำไม เพราะมันทำให้หัวใจเจ็บแปลกๆ

 

“ไม่ไปรับแฟนหรือไงวันนี้”

 

“ม่ายอ่ะ เธอทำกิจกรรมชมรมเลิกเย็น ไม่อยากให้ฉันไปกวน” ผมเหล่ตามองยุนโฮที่เดินชิลเหมือนเดินชมสวนซากุระมันเอามือประสานตรงท้ายทอยด้านหลังของตัวเอง ชีวิตมันอะไรจะชิลนักชิลหนา

 

“เออดี มาช่วยทำรายงานหน่อยดิ๊” ได้ทีผมเลือกที่จะใช้แรงงานพร้อมสมองของมันเสียเลย เห็นมันชิลอย่างนี้มันฉลาดนะครับ

 

“ม่ายอ่ะ” มาอีกแล้วน้ำเสียงยานคางน่ารำคาญของมัน

 

“ทำไมแค่นี้ช่วยเพื่อนไม่ได้” ผมหยุดเดินหันไปมองหน้ามันตรงๆ

 

“อือ ถ้าอยากให้ช่วยต้องมีค่าตอบแทน” ยุนโฮมันยิ้มครับ รอยยิ้มแปลกๆที่ผมเห็นแล้วไม่ชอบใจเอาเสียเลย

 

“งั้นไม่ต้องช่วย” ผมเริ่มออกเดินอีกครั้งแต่ก็ต้องชะงักกึก เพราะแขนยาวๆของยุนโฮคว้าต้นแขนของผมเอาไว้

 

“เดี๋ยวนี้หัดงอนเหรอเนี่ย” เสียงมันพูดพร้อมกลั้วหัวเราะยิ่งทำผมหน้าบูดยิ่งกว่าตูดหมาเข้าไปใหญ่

 

“ไม่ได้งอนเว้ย”

 

“แล้วไอ้นี่อะไร” นิ้วมือยาวๆของมันจิ้มลงมาระหว่างคิ้วผมนวดคลึงพยายามให้คลายออก ก่อนจะจิ้มลงบนปากห้อยๆที่เผลอกัดเข้าหากันโดยผมไม่รู้ตัว ใบหน้าหล่อของมันอมยิ้ม ตาเป็นประกายวิบวับ

 

“อย่ามาพยายามทำเลยไอ้อ้วน กูไม่ใช่แฟนมึง” ได้ผลครับ มือมันชะงักกึกทันที สาบานได้ว่าผมเห็นแววตาเสียใจของมันแวบนึง แวบหนึ่งจริงๆ ก่อนที่มันจะหัวเราะ

 

“พูดไม่เพราะเลยค่ะยูชอน ใครสอนมาคะเนี่ย เดี๋ยวตบปากเลย” มันกระแดะจีบปากจีบคอพูดเหมือนตอนที่มันป้อสาวพูดคะขา ผมเบ้ปากยกขาสั้นๆของตัวเองเตะหน้าแข้งมันสุดแรง ยุนโฮร้องเสียงลั่นทำหน้าคาดโทษผม ก่อนจะวิ่งตามมาเดินข้างๆผมอีกครั้ง

 

“ไม่ชอบที่ฉันมาป้วนเปี้ยนขนาดนี้เลย”

 

“เออ ทำยังไงแกถึงจะหยุดมาก้อร่อก้อติกกับฉันซะที แฟนก็มีแล้ว”

 

“หาแฟนดิ” มันพูดเรื่อยๆราวกับเป็นเรื่องปกติ ผมอ้าปากค้างหันไปมองหน้าคมของยุนโฮตาโตแทบจะถลนออกมา  มันยิ้มกว้าง พยักหน้าจริงจัง

 

“หาแฟนสิ ถ้านายมีแฟนเผื่อฉันจะได้ตัดใจ” มันพูดแค่นั้น ก่อนจะยิ้มแล้วหยุดเดินโบกมือให้ผมที่เดินจากมันมาด้วยสมองว่างเปล่า

 

 

 

หลังจากนั้นไม่ถึงสองอาทิตย์ ผมก็เริ่มเดท เธอเป็นเพื่อนคณะเดียวกันที่มาสารภาพรักกับผม ผมตอบตกลงคบกับเธอไปเพราะอะไรผมก็ยังไม่รู้เลย ยุนโฮก็ดูปกติดี  ความสัมพันธ์ของเรายังคงปกติเหมือนเดิม

 

และหลังจากนั้นผมก็เลิกกับเธอ และมีแฟนอีกสามคนในเวลาปีครึ่ง ในขณะที่ยุนโฮยังคบกับรุ่นน้องคนเดิม

 

 

 

 

 

“เฮิร์ตขนาดนั้น” เสียงทุ้มถามขึ้นขณะผมบีบกระป๋องเบียร์กระป๋องที่เจ็ดเขวี้ยงลงถังขยะในห้องพักของตัวเองไปอย่างสวยงาม

 

“อือ”

 

“ทำไมถึงเลิกล่ะ ในเมื่อรักเขาขนาดนั้น” มันถามผมพลางยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่ม ผมหันไปมองหน้าด้านข้างของยุนโฮ จมูกโด่งของมันเริ่มแดงเรื่อ มันคงเริ่มเมาแล้วเหมือนกัน

 

“ไม่รู้ดิวะ แล้วทุกครั้งคือ.....จะว่ายังไงดี....ฉันเป็นฝ่ายถูกบอกเลิกทุกที ทำไมวะ ทำไม” เสียงตัวเองเริ่มป้อแป้ ผมมองเห็นข้าวของในห้องซ้อนทับกันหลายชั้น พยุงตัวไม่อยู่จนไถลไปเอาหัวพิงไว้กับไหล่หนาของยุนโฮ

 

“ถ้าแกยังตอบตัวเองไม่ได้แล้วฉันจะตอบได้ไหม” คำตอบมันทำร้ายจิตใจผมจริงๆ แต่มือของมันที่ลูบบนหัวผมตอนนี้กลับอ่อนโยนจนรู้สึกได้ ผมหลับตาปล่อยความรู้สึกสบายใจล่องลอยไปตามปลายนิ้วยาวซึ่งสัมผัสแผ่วเบาราวกับจะปัดเป่าเอาความทุกข์ใจให้หมดไป

 

“เมื่อยแล้ว เอาหัวออกไปดิ๊”

 

“ขออยู่แบบนี้อีกแป๊บได้ไหม” ได้ยินเสียงถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ คราวนี้มันเอามือรวบเอวผมแล้วดึงตัวผมให้เข้ามานั่งซ้อนอยู่ข้างหน้า สองมือมันกอดหลวมๆ ในขณะที่ใบหน้าซึ่งผมมองไม่เห็นว่าเป็นอย่างไรจากด้านหลังก้มซุกลงอยู่บนไหล่

 

“ไม่ได้!!! ฉันเมื่อยแล้ว เปลี่ยนกันบ้าง...ฉันขออยู่แบบนี้บ้างได้ไหม” มันยังมีหน้ามาถาม ทั้งๆที่มันจัดการนั่งกอดผมเสร็จสรรพแล้ว ลมหายใจอุ่นๆของมันกำลังเป่ารดต้นคอจนผมรู้สึกจั๊กจี้

 

“แกทำยังไงถึงได้คบกันยืดยาวนัก”

 

“ไม่รู้สิ กรณีของฉันใช้กับแกไม่ได้หรอก ไม่ได้จริงๆ”

 

“ทำไม” ผมพยายามจะเอี้ยวตัวหันไปมองยุนโฮเพื่อขอคำตอบ แต่มันกลับกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น และเปลี่ยนเอาหัวของมันมาพิงที่แผ่นหลังของผม

 

“..ที่ยึดเหนี่ยว”

 

“หืม อะไรนะ” ผมถามหลังจากได้ยินเสียงกระซิบของยุนโฮจากทางด้านหลัง

 

“ไม่มีอะไร”

 

“ก็ได้ยินอยู่ว่า...ที่ยึดเหนี่ยว ยึดเหนี่ยวอะไรวะ”

 

“...หัวใจฉันจากแก” เสียงทุ้มแหบยังคงพูดแผ่วเบากับแผ่นหลังของผม แต่ทว่าคราวนี้ผมกลับได้ยินอย่างชัดเจน สองมือของผมแกะมือยุนโฮออกจากเอว พยายามจะหันไปมองหน้ามัน เพราะตอนนี้หัวใจผมกำลังเต้นราวกับจะระเบิด ทันทีที่ผมหันไป มันกลับยืนขึ้นเต็มความสูงส่งยิ้มทะเล้นแบบเคยมาให้

 

“หิวแล้วว่ะ ไปหาอะไรกินกัน”

 

“อะ...เออ”

 

ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าหัวใจซึ่งเต้นตึกตักรู้สึกสับสนของตัวเองเป็นเพราะตัวเองหรือยุนโฮกันแน่

สับสนเพราะผมปฏิเสธมันมาตลอด หรือสับสนเพราะลึกๆแล้วความจริงผมเองก็มีความรู้สึกตอบกลับไปให้ยุนโฮเหมือนกัน

 

 

 

หลังจากนั้นพอเริ่มขึ้นปีสี่ ทั้งผมและยุนโฮก็วุ่นวายกับการเรียนที่ใกล้จะจบ ไม่ค่อยมีเวลาเสวนากันมากนัก มันก็ยังแฮปปี้ดีกับน้องคนนั้น ส่วนผมก็โสดสนิทมีชีวิตอยู่ให้มันก้อร่อก้อติกเหมือนเคยจนรู้สึกชิน แต่เชื่อไหมว่าผมไม่เคยลืมว่าในช่วงเวลาที่ผมอ่อนแอ เหนื่อย เศร้า เหงา ผมมีมันอยู่ข้างๆตลอด และหัวใจผมตอนนี้เต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งเวลาอยู่ใกล้ๆยุนโฮ แต่ผมจะไม่บอกมันหรอก ก็ในเมื่อตอนนี้มันกับคนรักก็มีชีวิตรักที่ราบรื่นกันดี ไม่ยักกะเจ็บเหมือนในละคร ผมรู้สึกเข้าใจมันนิดหน่อยสำหรับการแอบรักใครสักคน แต่แย่หน่อยตรงที่ผมเลือกที่จะไม่แสดงออกอย่างยุนโฮเคยทำเมื่อก่อน

 

แล้วเราก็เรียนจบ ผมเข้าทำงานบริษัทขนาดกลางทันที ผมไม่ได้ข่าวคราวของมันมากนักจนตอนเลี้ยงรุ่นหลังเรียนจบประมาณสองปี ผมก็ได้ข่าวว่ายุนโฮไปเรียนต่อเมืองนอก มันคงลืมผมไปแล้วจริงๆ ในขณะที่ผมคิดถึงมันอยู่ทุกๆวัน

 

หลังจากนั้นอีก....ผมก็ไม่ได้ข่าวและติดต่อยุนโฮอีกเลย

 

 

 

 

 

 

 

“...แต่งงานหรือยัง” เสียงทุ้มถามเรียกสติผมคืนมาจากห้วงความคิดของตัวเอง

 

“ห๊ะ...เอ่อ.. ยัง นายล่ะ” ผมยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มแก้เก้อ ผมไม่อยากให้มันรู้ว่าผมเผลอคิดถึงเรื่องในอดีต

 

“ยังเหมือนกัน” มันยิ้มครับตอนนี้มันยิ้มกว้างมากๆ

 

“อายุปูนนี้กันแล้วเนี่ยนะ แล้วน้องคนนั้นล่ะ” ผมมองหน้ามันพลางพูดติดตลก ทั้งผมทั้งยุนโฮหัวเราะก๊ากพร้อมกัน

 

“เลิกกันแล้ว เลิกกันตั้งนานแล้ว” ยุนโฮยิ้มน้อยๆมองหน้าผมตาเป็นประกาย วูบหนึ่งในแววตาของมันมีประกายตัดพ้อให้เห็น ก่อนที่จะล้วงหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสตางค์

 

รูปมันกับผมในชุดครุย มือมันที่คล้องคอผมแน่นในขณะที่มือผมในรูปพยายามผลักหัวมันออกไปให้ไกลที่สุดแต่ยังหันมายิ้มจนแทบจะเห็นฟันครบสามสิบสองซี่ใส่กล้อง

 

“เฮ้ย เก็บรูปนี้ไว้ในกระเป๋าตังค์ด้วย กี่ปีมาแล้วนะ เกือบสิบปีได้แล้วมั้ง ขนลุกว่ะ”

 

“นายเป็นยังไงบ้าง” ยุนโฮไม่สนใจคำพูดผม มันหันมาทำถามหน้าตาจริงจัง

 

“ก็เรื่อยๆ แต่แกน่ะไม่ส่งข่าวกันบ้างเลย”

 

“อย่างกับแกเคยโทรหาฉันล่ะ” คราวนี้มันทำหน้าตามู่ทู่เหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด แต่คราวนี้ดูพิลึกชะมัดก็ในเมื่อมันแต่งตัวดูดีภูมิฐาน

 

“เออ นั่นสิ ขอโทษด้วย”

 

ผมจะบอกมันได้ยังไงว่าผมพยายามห่างหายจากมันเพราะกำลังตัดใจจากมัน

 

“นายนี่มันยังใจร้ายเหมือนเดิมเลยยูชอน ไม่เคยคิดจะสนใจกันเลยใช่ไหม.......นายเปลี่ยนงานสามที่ พยายามที่จะมีแฟนสองคนในช่วงสองปีแรกของการทำงาน แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ชอบนั่งทำหน้าเหมือนหมาเหงาในร้านสตาร์บั๊คตอนบ่ายวันศุกร์ตลอดหลายปีมานี้ แล้วก็ยังชอบจ๊อกกิ้งตอนเย็นเหมือนเดิม” ยุนโฮเอามือเท้าคางพูดรวดเดียวจบในขณะที่จ้องตาผมโดยไม่กระพริบ

 

ผมอ้าปากค้าง นั่งมองมันยิ้มน้อยๆที่มุมปาก

 

“ไอ้บ้า นี่แกเป็นสโตรกเกอร์หรือไง” ยุนโฮยักไหล่เบ้ปาก ก่อนจะล้วงหยิบพวงกุญแจออกมาจากในเสื้อสูทเนี้ยบเรียบของมัน

 

“มาเถอะเบบี๋ ไหนๆเจอกันแล้วไปหาอะไรดื่มต่อกันที่ห้องนายกันเถอะ” ยุนโฮพูดพลางฉวยข้อมือผมให้ลุกขึ้น

 

“ไม่ไปเว้ย ฉันจะออกไปกับคนที่ทำพฤติกรรมเหมือนสโตรเกอร์ตัวฉันเองได้ยังไง” แม้จะดีใจอยู่ลึกๆแต่ผมก็ตกใจมากจริงๆ มากจนรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆปริ่มอยู่บริเวณดวงตาทั้งสองข้าง มือเรียวยาวของยุนโฮเอื้อมมาประคองใบหน้าผมเอาไว้ ใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยหยดน้ำตาออกให้เบาๆ

 

“ฉันสนใจทุกเรื่องที่เป็นเรื่องนายเสมอล่ะยูชอน” เสียงทุ้มอ่อนโยนเสียจนผมปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายผู้คน และยุนโฮมันก็หน้าด้านพอที่จะดึงผมเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดโดยไม่สนใจสายตาผู้คนเช่นกัน

 

“จับได้แล้ว” ริมฝีปากหยักได้รูปของมันกระซิบเบาๆตรงริมใบหูของผม

 

“แล้วอย่าปล่อยมือนะเว้ย”

 

“ไม่