[SF-TVXQ] Paradise [2U]

posted on 29 Oct 2012 01:00 by doctorblueberry in TVXQ
จากเอ็นทรี่นี้เลยยยยย 
 
 
 
 
 
Title: Paradise
Author: Bambola (Pure)
Couple: Yunho x Yuchun
Rating: PG-13
Genre: Yaoi
Status: SF 
 Author ’s note: เิอิ๊กกกก สุดท้ายมันก็ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ แต่กำลังจะสอบอีกแล้ววันศุกร์หน้า ไม่ได้เขียนฟิคมานานนนนนนนนนนนนน (น.หนูอีกหลายตัว) เลยฝืดมือมาก เลยแอบโกงนิดนึง เย้ เอาฟิคเรื่องทูยูเรื่องสุดท้ายที่เขียนมาลง (ไม่รู้เคยเอาลงบอร์ดไปหรือยังนะ)  เขียนใหม่นิดหน่อย พอไปดูแล้ว เออ เขียนค้างไว้หลายเรื่องแฮะ แต่ก็เอามาลงแล้วล่ะนะคะ 
 
ปล. ชื่อเรื่องไม่เกี่ยวข้องใดๆกับเนื้อหาเล้ยยยยยย แต่ฟังเพลงนี้ตอนแต่งไปด้วยเท่านั้นเอง
 
ปล. เหลือฟิคเชอร์ล็อคบีบีซีอีกหนึ่ง อันนี้หนักหน่วง เพราะไม่เคยเขียนแฟนด้อมนี้มาก่อนเลย มีแต่ตามอ่าน แต่ไหนๆ ก็กึ่งๆบนไว้แล้วด้วยยังไงก็ต้องเขียนละว้า เอาไว้หลังสอบ หลังสัมมนาแล้วกันเนอะ เอิ๊กกกก 
 
ปล.สุดท้าย คิดถึงทูยูเหมือนกันแฮะ T^T
 
 
 
 
 

YUCHUN’s Part

 

“ยุนโฮ!!!!”

 

“เบบี๋!!!!!”

 

“บ้านแกเรอะ” ผมถลึงตามองผู้ชายตัวโตในชุดสูทสีเทาเข้ม ไม่ได้เจอกันมานานเหลือเกิน นานจนใบหน้าได้รูปดูมีอายุและคมสันกว่าเดิมจากที่พบกันครั้งสุดท้าย มีเพียงแววตาขี้เล่นเหมือนเดิมมองตรงมายังผม

 

“ยังพูดไม่เพราะเหมือนเดิมเลยให้ตายสิ”

 

“แกก็เหมือนกัน”

 

ชองยุนโฮมันเรียกผมว่าเบบี๋ครั้งแรกตอนที่เราเรียนอยู่ปีสองในมหาวิทยาลัย....ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันเรียกทำไมจนบัดนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

“คัมม่อน เบบี๋”

 

ผมหันซ้ายหันขวาก่อนจะเอานิ้วชี้บรรจงทิ่มลงตรงหน้าผากตัวเองขณะฟังเสียงเสียงยานคางเรียก พร้อมๆกับมือโบกไปมา ทำเอาผมต้องยู่ปาก ผมไปเป็นเบบี๋ของมันตั้งแต่เมื่อไหร่ ชองยุนโฮยกไหล่สองข้างพร้อมแบะมือออก ขณะที่ตัวผมเริ่มหันหลังออกเดินไปอีกทาง

 

“เฮ้ รอด้วยดิยูชอน ฉันเรียกนายไม่ได้ยินหรือไง”

 

“ใครเป็นเบบี๋ของแกวะ”

 

“ก็นายไง” เสียงยานคางดังขึ้นอีกครั้งตอนที่ผมหันขวับไปเตรียมจะเอาเรื่องหน้าตาทะเล้นกะล่อนนั่น พอดีกับนิ้วชี้ของมันบรรจงจิ้มลงมาตรงแก้มข้างซ้ายของผมพอดิบพอดี

 

พระเจ้า!!! นี่มันมุขจีบสาวสมัยไหนวะเนี่ย แค่คิดว่าผมเป็นผู้ชายทั้งดุ้นแล้วด้วย...จะอ้วกครับ

 

ผมก้าวฉับๆ โดยไม่สนใจไอ้คนตัวโตนั่นอีก ได้ยินแต่เสียงเรียกชื่อผมดังสนั่นทางเดินแคบๆกลางตึกหน้าห้องบรรยาย ผมปรายสายตาไปมองเห็นรอยยิ้มมุมปาก เออ ยิ้มได้ยิ้มไป วันไหนพ่อทนไม่ไหวจะ...จะอะไรคิดไม่ออกครับ ตอนนี้ผมยังได้แต่หนีมันทุกวันอยู่เลย

 

 

ถ้าจะให้ผมจำกัดความคำว่าหน้าด้านกับใครสักคนแล้ว ผมขอยกให้ชองยุนโฮ ผมเจอหน้ามันครั้งแรกตอนปฐมนิเทศ ซึ่งไม่รู้อะไรดลใจให้ผมยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับมันตอนที่มันนั่งลงข้างๆผม หน้าตาหล่อของมันอึ้งดูอึ้งไปจนผมเริ่มประหม่า ครับ..... แล้วหลังจากนั้นมันก็ทำตัวเกาะติดเป็นตุ๊กแกหรือปลิงอะไรซักอย่าง ถ้าผมเป็นแม่มันได้ผมคงได้อุ้มมันเข้าเอวแล้วให้ดูดนมผมซะเลย เกาะติดผมเสียขนาดนี้

 

แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือผมต้องยอมรับว่ามันเป็นเพื่อนที่ดีและสนิทกับผมที่สุดน่ะสิครับ ยกเว้นเสียแต่เรื่องที่มันพยายามจะจีบผมมาสองปี ผมไม่ใช่สาวน้อยซึ่งจะต้องมานั่งเขิน หรือทำเป็นอินโนเซนส์ไม่รู้ว่ามันจีบผม ในเมื่อการแสดงออกของมันโจ่งแจ้งเสียยิ่งกว่าสหรัฐอเมริกาประกาศรบยืดเยื้อกับอัฟกานิสถาน

 

ความสัมพันธ์แปลกๆของผมกับมันเลยอยู่บนคำจำกัดความที่ว่า....ใครหน้าด้านกว่ากันนั่นล่ะครับ

 

มันหน้าด้านที่จีบผมอยู่ทุกวัน ในขณะที่ผมก็หน้าด้านที่รู้แล้วทำเป็นไม่สนใจเท่านั้นเอง แต่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนมีรุ่นน้องมาสารภาพรักกับยุนโฮ แล้วมันก็คบกับเธอ ผมก็เข้าใจว่าความพยายามที่มันทำอยู่โดยไม่ได้รับการตอบสนองมาตั้งสองปี เป็นใครก็เหนื่อย มันทำได้ยังไงผมยังไม่รู้เลย แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือมันยังมาก้อร่อก้อติกกับผมอีกทำไม เพราะมันทำให้หัวใจเจ็บแปลกๆ

 

“ไม่ไปรับแฟนหรือไงวันนี้”

 

“ม่ายอ่ะ เธอทำกิจกรรมชมรมเลิกเย็น ไม่อยากให้ฉันไปกวน” ผมเหล่ตามองยุนโฮที่เดินชิลเหมือนเดินชมสวนซากุระมันเอามือประสานตรงท้ายทอยด้านหลังของตัวเอง ชีวิตมันอะไรจะชิลนักชิลหนา

 

“เออดี มาช่วยทำรายงานหน่อยดิ๊” ได้ทีผมเลือกที่จะใช้แรงงานพร้อมสมองของมันเสียเลย เห็นมันชิลอย่างนี้มันฉลาดนะครับ

 

“ม่ายอ่ะ” มาอีกแล้วน้ำเสียงยานคางน่ารำคาญของมัน

 

“ทำไมแค่นี้ช่วยเพื่อนไม่ได้” ผมหยุดเดินหันไปมองหน้ามันตรงๆ

 

“อือ ถ้าอยากให้ช่วยต้องมีค่าตอบแทน” ยุนโฮมันยิ้มครับ รอยยิ้มแปลกๆที่ผมเห็นแล้วไม่ชอบใจเอาเสียเลย

 

“งั้นไม่ต้องช่วย” ผมเริ่มออกเดินอีกครั้งแต่ก็ต้องชะงักกึก เพราะแขนยาวๆของยุนโฮคว้าต้นแขนของผมเอาไว้

 

“เดี๋ยวนี้หัดงอนเหรอเนี่ย” เสียงมันพูดพร้อมกลั้วหัวเราะยิ่งทำผมหน้าบูดยิ่งกว่าตูดหมาเข้าไปใหญ่

 

“ไม่ได้งอนเว้ย”

 

“แล้วไอ้นี่อะไร” นิ้วมือยาวๆของมันจิ้มลงมาระหว่างคิ้วผมนวดคลึงพยายามให้คลายออก ก่อนจะจิ้มลงบนปากห้อยๆที่เผลอกัดเข้าหากันโดยผมไม่รู้ตัว ใบหน้าหล่อของมันอมยิ้ม ตาเป็นประกายวิบวับ

 

“อย่ามาพยายามทำเลยไอ้อ้วน กูไม่ใช่แฟนมึง” ได้ผลครับ มือมันชะงักกึกทันที สาบานได้ว่าผมเห็นแววตาเสียใจของมันแวบนึง แวบหนึ่งจริงๆ ก่อนที่มันจะหัวเราะ

 

“พูดไม่เพราะเลยค่ะยูชอน ใครสอนมาคะเนี่ย เดี๋ยวตบปากเลย” มันกระแดะจีบปากจีบคอพูดเหมือนตอนที่มันป้อสาวพูดคะขา ผมเบ้ปากยกขาสั้นๆของตัวเองเตะหน้าแข้งมันสุดแรง ยุนโฮร้องเสียงลั่นทำหน้าคาดโทษผม ก่อนจะวิ่งตามมาเดินข้างๆผมอีกครั้ง

 

“ไม่ชอบที่ฉันมาป้วนเปี้ยนขนาดนี้เลย”

 

“เออ ทำยังไงแกถึงจะหยุดมาก้อร่อก้อติกกับฉันซะที แฟนก็มีแล้ว”

 

“หาแฟนดิ” มันพูดเรื่อยๆราวกับเป็นเรื่องปกติ ผมอ้าปากค้างหันไปมองหน้าคมของยุนโฮตาโตแทบจะถลนออกมา  มันยิ้มกว้าง พยักหน้าจริงจัง

 

“หาแฟนสิ ถ้านายมีแฟนเผื่อฉันจะได้ตัดใจ” มันพูดแค่นั้น ก่อนจะยิ้มแล้วหยุดเดินโบกมือให้ผมที่เดินจากมันมาด้วยสมองว่างเปล่า

 

 

 

หลังจากนั้นไม่ถึงสองอาทิตย์ ผมก็เริ่มเดท เธอเป็นเพื่อนคณะเดียวกันที่มาสารภาพรักกับผม ผมตอบตกลงคบกับเธอไปเพราะอะไรผมก็ยังไม่รู้เลย ยุนโฮก็ดูปกติดี  ความสัมพันธ์ของเรายังคงปกติเหมือนเดิม

 

และหลังจากนั้นผมก็เลิกกับเธอ และมีแฟนอีกสามคนในเวลาปีครึ่ง ในขณะที่ยุนโฮยังคบกับรุ่นน้องคนเดิม

 

 

 

 

 

“เฮิร์ตขนาดนั้น” เสียงทุ้มถามขึ้นขณะผมบีบกระป๋องเบียร์กระป๋องที่เจ็ดเขวี้ยงลงถังขยะในห้องพักของตัวเองไปอย่างสวยงาม

 

“อือ”

 

“ทำไมถึงเลิกล่ะ ในเมื่อรักเขาขนาดนั้น” มันถามผมพลางยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่ม ผมหันไปมองหน้าด้านข้างของยุนโฮ จมูกโด่งของมันเริ่มแดงเรื่อ มันคงเริ่มเมาแล้วเหมือนกัน

 

“ไม่รู้ดิวะ แล้วทุกครั้งคือ.....จะว่ายังไงดี....ฉันเป็นฝ่ายถูกบอกเลิกทุกที ทำไมวะ ทำไม” เสียงตัวเองเริ่มป้อแป้ ผมมองเห็นข้าวของในห้องซ้อนทับกันหลายชั้น พยุงตัวไม่อยู่จนไถลไปเอาหัวพิงไว้กับไหล่หนาของยุนโฮ

 

“ถ้าแกยังตอบตัวเองไม่ได้แล้วฉันจะตอบได้ไหม” คำตอบมันทำร้ายจิตใจผมจริงๆ แต่มือของมันที่ลูบบนหัวผมตอนนี้กลับอ่อนโยนจนรู้สึกได้ ผมหลับตาปล่อยความรู้สึกสบายใจล่องลอยไปตามปลายนิ้วยาวซึ่งสัมผัสแผ่วเบาราวกับจะปัดเป่าเอาความทุกข์ใจให้หมดไป

 

“เมื่อยแล้ว เอาหัวออกไปดิ๊”

 

“ขออยู่แบบนี้อีกแป๊บได้ไหม” ได้ยินเสียงถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ คราวนี้มันเอามือรวบเอวผมแล้วดึงตัวผมให้เข้ามานั่งซ้อนอยู่ข้างหน้า สองมือมันกอดหลวมๆ ในขณะที่ใบหน้าซึ่งผมมองไม่เห็นว่าเป็นอย่างไรจากด้านหลังก้มซุกลงอยู่บนไหล่

 

“ไม่ได้!!! ฉันเมื่อยแล้ว เปลี่ยนกันบ้าง...ฉันขออยู่แบบนี้บ้างได้ไหม” มันยังมีหน้ามาถาม ทั้งๆที่มันจัดการนั่งกอดผมเสร็จสรรพแล้ว ลมหายใจอุ่นๆของมันกำลังเป่ารดต้นคอจนผมรู้สึกจั๊กจี้

 

“แกทำยังไงถึงได้คบกันยืดยาวนัก”

 

“ไม่รู้สิ กรณีของฉันใช้กับแกไม่ได้หรอก ไม่ได้จริงๆ”

 

“ทำไม” ผมพยายามจะเอี้ยวตัวหันไปมองยุนโฮเพื่อขอคำตอบ แต่มันกลับกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น และเปลี่ยนเอาหัวของมันมาพิงที่แผ่นหลังของผม

 

“..ที่ยึดเหนี่ยว”

 

“หืม อะไรนะ” ผมถามหลังจากได้ยินเสียงกระซิบของยุนโฮจากทางด้านหลัง

 

“ไม่มีอะไร”

 

“ก็ได้ยินอยู่ว่า...ที่ยึดเหนี่ยว ยึดเหนี่ยวอะไรวะ”

 

“...หัวใจฉันจากแก” เสียงทุ้มแหบยังคงพูดแผ่วเบากับแผ่นหลังของผม แต่ทว่าคราวนี้ผมกลับได้ยินอย่างชัดเจน สองมือของผมแกะมือยุนโฮออกจากเอว พยายามจะหันไปมองหน้ามัน เพราะตอนนี้หัวใจผมกำลังเต้นราวกับจะระเบิด ทันทีที่ผมหันไป มันกลับยืนขึ้นเต็มความสูงส่งยิ้มทะเล้นแบบเคยมาให้

 

“หิวแล้วว่ะ ไปหาอะไรกินกัน”

 

“อะ...เออ”

 

ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าหัวใจซึ่งเต้นตึกตักรู้สึกสับสนของตัวเองเป็นเพราะตัวเองหรือยุนโฮกันแน่

สับสนเพราะผมปฏิเสธมันมาตลอด หรือสับสนเพราะลึกๆแล้วความจริงผมเองก็มีความรู้สึกตอบกลับไปให้ยุนโฮเหมือนกัน

 

 

 

หลังจากนั้นพอเริ่มขึ้นปีสี่ ทั้งผมและยุนโฮก็วุ่นวายกับการเรียนที่ใกล้จะจบ ไม่ค่อยมีเวลาเสวนากันมากนัก มันก็ยังแฮปปี้ดีกับน้องคนนั้น ส่วนผมก็โสดสนิทมีชีวิตอยู่ให้มันก้อร่อก้อติกเหมือนเคยจนรู้สึกชิน แต่เชื่อไหมว่าผมไม่เคยลืมว่าในช่วงเวลาที่ผมอ่อนแอ เหนื่อย เศร้า เหงา ผมมีมันอยู่ข้างๆตลอด และหัวใจผมตอนนี้เต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งเวลาอยู่ใกล้ๆยุนโฮ แต่ผมจะไม่บอกมันหรอก ก็ในเมื่อตอนนี้มันกับคนรักก็มีชีวิตรักที่ราบรื่นกันดี ไม่ยักกะเจ็บเหมือนในละคร ผมรู้สึกเข้าใจมันนิดหน่อยสำหรับการแอบรักใครสักคน แต่แย่หน่อยตรงที่ผมเลือกที่จะไม่แสดงออกอย่างยุนโฮเคยทำเมื่อก่อน

 

แล้วเราก็เรียนจบ ผมเข้าทำงานบริษัทขนาดกลางทันที ผมไม่ได้ข่าวคราวของมันมากนักจนตอนเลี้ยงรุ่นหลังเรียนจบประมาณสองปี ผมก็ได้ข่าวว่ายุนโฮไปเรียนต่อเมืองนอก มันคงลืมผมไปแล้วจริงๆ ในขณะที่ผมคิดถึงมันอยู่ทุกๆวัน

 

หลังจากนั้นอีก....ผมก็ไม่ได้ข่าวและติดต่อยุนโฮอีกเลย

 

 

 

 

 

 

 

“...แต่งงานหรือยัง” เสียงทุ้มถามเรียกสติผมคืนมาจากห้วงความคิดของตัวเอง

 

“ห๊ะ...เอ่อ.. ยัง นายล่ะ” ผมยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มแก้เก้อ ผมไม่อยากให้มันรู้ว่าผมเผลอคิดถึงเรื่องในอดีต

 

“ยังเหมือนกัน” มันยิ้มครับตอนนี้มันยิ้มกว้างมากๆ

 

“อายุปูนนี้กันแล้วเนี่ยนะ แล้วน้องคนนั้นล่ะ” ผมมองหน้ามันพลางพูดติดตลก ทั้งผมทั้งยุนโฮหัวเราะก๊ากพร้อมกัน

 

“เลิกกันแล้ว เลิกกันตั้งนานแล้ว” ยุนโฮยิ้มน้อยๆมองหน้าผมตาเป็นประกาย วูบหนึ่งในแววตาของมันมีประกายตัดพ้อให้เห็น ก่อนที่จะล้วงหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสตางค์

 

รูปมันกับผมในชุดครุย มือมันที่คล้องคอผมแน่นในขณะที่มือผมในรูปพยายามผลักหัวมันออกไปให้ไกลที่สุดแต่ยังหันมายิ้มจนแทบจะเห็นฟันครบสามสิบสองซี่ใส่กล้อง

 

“เฮ้ย เก็บรูปนี้ไว้ในกระเป๋าตังค์ด้วย กี่ปีมาแล้วนะ เกือบสิบปีได้แล้วมั้ง ขนลุกว่ะ”

 

“นายเป็นยังไงบ้าง” ยุนโฮไม่สนใจคำพูดผม มันหันมาทำถามหน้าตาจริงจัง

 

“ก็เรื่อยๆ แต่แกน่ะไม่ส่งข่าวกันบ้างเลย”

 

“อย่างกับแกเคยโทรหาฉันล่ะ” คราวนี้มันทำหน้าตามู่ทู่เหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด แต่คราวนี้ดูพิลึกชะมัดก็ในเมื่อมันแต่งตัวดูดีภูมิฐาน

 

“เออ นั่นสิ ขอโทษด้วย”

 

ผมจะบอกมันได้ยังไงว่าผมพยายามห่างหายจากมันเพราะกำลังตัดใจจากมัน

 

“นายนี่มันยังใจร้ายเหมือนเดิมเลยยูชอน ไม่เคยคิดจะสนใจกันเลยใช่ไหม.......นายเปลี่ยนงานสามที่ พยายามที่จะมีแฟนสองคนในช่วงสองปีแรกของการทำงาน แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ชอบนั่งทำหน้าเหมือนหมาเหงาในร้านสตาร์บั๊คตอนบ่ายวันศุกร์ตลอดหลายปีมานี้ แล้วก็ยังชอบจ๊อกกิ้งตอนเย็นเหมือนเดิม” ยุนโฮเอามือเท้าคางพูดรวดเดียวจบในขณะที่จ้องตาผมโดยไม่กระพริบ

 

ผมอ้าปากค้าง นั่งมองมันยิ้มน้อยๆที่มุมปาก

 

“ไอ้บ้า นี่แกเป็นสโตรกเกอร์หรือไง” ยุนโฮยักไหล่เบ้ปาก ก่อนจะล้วงหยิบพวงกุญแจออกมาจากในเสื้อสูทเนี้ยบเรียบของมัน

 

“มาเถอะเบบี๋ ไหนๆเจอกันแล้วไปหาอะไรดื่มต่อกันที่ห้องนายกันเถอะ” ยุนโฮพูดพลางฉวยข้อมือผมให้ลุกขึ้น

 

“ไม่ไปเว้ย ฉันจะออกไปกับคนที่ทำพฤติกรรมเหมือนสโตรเกอร์ตัวฉันเองได้ยังไง” แม้จะดีใจอยู่ลึกๆแต่ผมก็ตกใจมากจริงๆ มากจนรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆปริ่มอยู่บริเวณดวงตาทั้งสองข้าง มือเรียวยาวของยุนโฮเอื้อมมาประคองใบหน้าผมเอาไว้ ใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยหยดน้ำตาออกให้เบาๆ

 

“ฉันสนใจทุกเรื่องที่เป็นเรื่องนายเสมอล่ะยูชอน” เสียงทุ้มอ่อนโยนเสียจนผมปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายผู้คน และยุนโฮมันก็หน้าด้านพอที่จะดึงผมเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดโดยไม่สนใจสายตาผู้คนเช่นกัน

 

“จับได้แล้ว” ริมฝีปากหยักได้รูปของมันกระซิบเบาๆตรงริมใบหูของผม

 

“แล้วอย่าปล่อยมือนะเว้ย”

 

“ไม่ปล่อยแน่นอน”

 

มันยิ้มให้ผมทั้งปากและดวงตา

 

 
 
 

YUNHO’s Part

 

 

“ยุนโฮ!!!!” ผมยิ้มมองใบหน้าขาวตื่นตระหนกตกใจขณะที่ผมหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ของตรงเคาท์เตอร์บาร์

 

“เบบี๋!!!!!” ผมส่งเสียงเรียกในสรรพนามที่รู้ว่ายังไงคนฟังก็ไม่ชอบ

 

“บ้านแกเรอะ”  ดวงตากลมโตถลึงมองผมจากใบหน้ายุ่ง แม้เวลาจะผ่านไปนาน ใบหน้าหวานนั้นก็ดูไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ร่างโปร่งก็ยังดูน่าทะนุถนอม ต่างจากผมที่มีแต่แก่ลงๆทุกวัน

 

“ยังพูดไม่เพราะเหมือนเดิมเลยให้ตายสิ”

 

“แกก็เหมือนกัน” ปาร์คยูชอนยู่ปากในแบบที่ชอบทำเหมือนเดิม ขณะหันมองผม

 

ผมเริ่มเรียกเขาว่าเบบี๋ตอนเราเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง.....จนบัดนี้ยูชอนยังคงไม่ชอบใจ และดูท่าว่าเขายังคงไม่รู้ว่าทำไม

 

 

 

 

“คัมม่อน เบบี๋”

 

ผมโบกมือไปมาขณะเดินเข้าหาร่างโปร่างบางซึ่งยืนทำหน้าบูดยกนิ้วชี้จิ้มหน้าผากตัวเอง ผมได้แต่ยักไหล่ให้ในขณะที่ยูชอนหันหลังเดินไปอีกทาง เขาเริ่มหนีผมอีกแล้วครับ

 

“เฮ้ รอด้วยดิยูชอน ฉันเรียกนายไม่ได้ยินหรือไง”

 

“ใครเป็นเบบี๋ของแกวะ”

 

“ก็นายไง” ผมพูดเสียงยานคาง นึกคำนวณปฏิกิริยาตอบโต้จากเขาไว้ในหัว ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นรอ สาม สอง หนึ่ง บิงโก แก้มนิ่มๆพุ่งกระทบนิ้วผมจนรู้สึกยวบ รู้สึกสบายอกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกในขณะที่อีกคนทำหน้าตาเหมือนอยากระบายอาหารในกระเพาะออกมาเสียให้ได้

 

สาบานได้ ผมกำลังนึกเรียบเรียงถ้อยคำเผ็ดร้อนที่ยูชอนกำลังคิดด่าผมอยู่ในใจได้เลย ขณะที่เห็นร่างโปร่งเดินก้าวฉับๆไม่สนใจผมอีก แม้ว่าผมจะเรียกชื่อเขาดังสนั่นลั่นจนทางเดินแคบๆกลางตึกเกิดเสียงสะท้อนก้องไปมาเป็นชื่อยูชอน แต่เชื่อไหมอีกไม่กี่วินานทีเขาจะต้องหันมา นั่นไง ผมมองใบหน้าขาวจัดยู่มู่ทู่ลงไปอีกจนอดที่จะยิ้มไม่ได้

 

ให้ตายเหอะ คนอะไรน่ารักเป็นบ้า

 

 

ผมเจอเขาครั้งแรกในวันปฐมนิเทศ ผมเข้าห้องสายเดินตัวลีบสาดส่องสายตาหาเก้าอี้ว่างๆซึ่งพอจะนั่งได้โดยไม่ดูน่าเกลียดว่ามาสาย เก้าอี้ตัวที่สามแถวสุดท้าย ผมมองตรงไปยังที่ว่างนั่นทันที ขณะหย่อนก้นลงนั่ง ผู้ชายผิวขาวข้างๆหันมายิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร รอยยิ้มหวานทั้งปากและดวงตา ผมไม่รู้ว่าผมมองหน้าเขานานผิดปกติไปมากแค่ไหน แต่รู้ตัวอีกทีตอนที่เขากระแอมและหลบสายตา

 

พระเจ้าครับ ในที่สุดผมก็เข้าใจคำว่ารักแรกพบ แต่ไม่มีอะไรง่ายเหมือนในนิยาย ในเมื่อเขาเป็นผู้ชายและแสดงท่าทีว่าแมนเกินร้อย หลังจากนั้นผมก็ทำหน้าด้านเกาะติดเขาไปทุกที่ มีรายงานเป็นกลุ่มเมื่อไหร่ผมก็เสนอหน้าไปอยู่กับยูชอนทุกครั้ง ทำไมผมต้องแบบนี้น่ะเหรอ ไม่รู้สิ ก็ในเมื่อผมรักเขา ผมก็อยากจะแสดงออกให้เขารู้ว่าผมสนใจ ใส่ใจ ถ้าเขาไม่เล่นด้วยหรือไม่เอาด้วยก็จบ แต่ก็อีกนั่นล่ะ ไม่มีอะไรง่ายสมใจนึก ในเมื่อยูชอนปากก็พูดว่ารำคาญผม แต่เขายังเป็นเพื่อนที่ดีกับผม ทั้งๆที่รู้ว่าผมคิดยังไง แต่เขาก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รับรู้และเมินเฉย

 

ความสัมพันธ์ระดับเพื่อนแบบแปลกแปร่งของเรา ดำเนินกินเวลาผ่านไปกว่าสองปี บางทียูชอนก็เหม่อลอย บางทีเขาก็ดูอึดอัดใจมากขึ้นเมื่อผมไปวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ขณะนั้นเองผมเกิดความรู้สึกลังเลไม่แน่ใจว่าความรักของผมที่พยายามส่งผ่านไปให้เขารับรู้จะเป็นการยัดเยียดทำให้เขาไม่สบายใจหรือไม่ จนเมื่อไม่กี่เดือนก่อนมีรุ่นน้องมาสารภาพรักกับผม ทำให้ผมคิดได้ว่าผมคงต้องลองตัดใจ ถ้าหากผมมีแฟนหาใครสักคนซึ่งรักผม หัวใจผมอาจจะเจ็บน้อยลงกับการเห็นท่าทางทำเป็นไม่รับรู้ของยูชอนในทุกวันนี้

 

สุดท้ายผมก็คบกับเธอ แต่ทว่ายูชอนก็ไม่เคยแสดงท่าทีอะไร สรุปแล้วผมก็คงต้องตัดใจ

แต่ผมก็ยังทำไม่ได้ครับ...เหมือนที่ยูชอนชอบหลอกด่าผมว่าเป็นไอ้คนหน้าด้าน

 

 

 

 

“ไม่ไปรับแฟนหรือไงวันนี้”

 

“ม่ายอ่ะ เธอทำกิจกรรมชมรมเลิกเย็น ไม่อยากให้ฉันไปกวน” ผมพูดเสียงยานคางชนิดที่คิดว่ายูชอนจะรำคาญ การได้แหย่เขาให้แสดงสีหน้าอารมณ์ต่างออกมาสนุกดี แล้วอย่างนี้ผมจะไม่เรียกเขาว่าเบบี๋ได้ยังไง ในเมื่อเขาน่ะเหมือนเด็กเล็กๆจะตายไป ผมเอามือประสานกันตรงท้ายทอยด้านหลังเดินทอดน่องช้าๆ รู้สึกอยากให้ทางเดินในตึกยาวกว่านี้ไม่มีที่สิ้นสุดตราบเท่าที่ผมจะได้เดินอยู่ข้างๆเขา

 

“เออดี มาช่วยทำรายงานหน่อยดิ๊”

 

“ม่ายอ่ะ” เรื่องอะไรผมจะต้องไปขลุกอยู่ให้ห้องเขานานๆ แอบนั่งมองหน้า แอบมองรอยยิ้มริมฝีปากซึ่งไม่มีวันรับเอามาเป็นของผมให้ปวดใจเล่น ก็ผมบอกแล้วว่าผมกำลังตัดใจ

 

“ทำไมแค่นี้ช่วยเพื่อนไม่ได้” ยูชอนหยุดเดินหันมามองหน้าผม

 

“อือ ถ้าอยากให้ช่วยต้องมีค่าตอบแทน” ผมยิ้มยกมุมปากขณะจ้องลึกลงไปในลูกตาดำขลับ

 

“งั้นไม่ต้องช่วย” เอาอีกแล้วเขาเริ่มหนีอีกแล้ว แต่คราวนี้มือของผมมันไปไวกว่าสมองคิด รู้ตัวอีกทีผมก็คว้าจับแขนของยูชอนเอาไว้แล้ว

 

“เดี๋ยวนี้หัดงอนเหรอเนี่ย” ผมแก้เก้อด้วยการแซวเขาไปพลางหัวเราะชนิดฝืนธรรมชาติอย่างที่สุด

 

“ไม่ได้งอนเว้ย”

 

“แล้วไอ้นี่อะไร” ผมไล้ปลายนิ้วไปยังหว่างคิ้วขมวดมุ่นบนใบหน้าหวาน ขณะที่สายก้มลงมองปากอิ่มซึ่งเผลอกัดเข้าหากันไม่รู้ตัว เหมือนตกอยู่ในภวังค์ ผมว่าเขาต้องมีเวทย์มนต์อะไรสักอย่างแน่ๆ ถึงทำให้ผมอดใจไม่ได้ที่จะสัมผัสแตะปลายนิ้วลงบนกลีบปากแดงที่ดูนุ่มนั้น

 

“อย่ามาพยายามทำเลยไอ้อ้วน กูไม่ใช่แฟนมึง” เสียงแหวดังๆของเขาทำเอามือผมชะงักกึก ใบหน้าโกรธของยูชอนทำเอาผมทำหน้าไม่ถูก  เลยได้แต่แกล้งหัวเราะยียวนกวนประสาท และทำกระแดะจีบปากจีบคอพูดตอนใช้ความพยายามพูดเพราะๆกับเพื่อนผู้หญิงแต่ยูชอนก็มักจะตีความเป็นว่าผมป้อสาวไปเรื่อย

 

“พูดไม่เพราะเลยค่ะยูชอน ใครสอนมาคะเนี่ย เดี๋ยวตบปากเลย”  พูดจบแค่ประโยคเดียว ยูชอนก็ยกขาขึ้นเตะหน้าแข้งผมสุดแรงจนร้องจ๊ากออกมา ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำหน้าตาขึงขังชี้หน้าคาดโทษเขาเอาไว้ ก่อนจะวิ่งตามร่างโปร่งบางที่เดินนำลิ่วออกไป

 

“ไม่ชอบที่ฉันมาป้วนเปี้ยนขนาดนี้เลย”

 

“เออ ทำยังไงแกถึงจะหยุดมาก้อร่อก้อติกกับฉันซะที แฟนก็มีแล้ว”

 

“หาแฟนดิ” ผมพูดเรื่อยๆเหมือนพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ ในขณะที่ยูชอนอ้าปากค้างมองหน้าผมตาโต ผมยิ้มกว้าง พยักหน้าจริงจังส่งให้

 

“หาแฟนสิ ถ้านายมีแฟนเผื่อฉันจะได้ตัดใจ” ผมหยุดเดินยิ้มกว้างให้ยูชอน ก่อนจะโบกมือลา

 

 

 

 

หลังจากนั้นไม่ถึงสองอาทิตย์ ยูชอนก็เริ่มเดท เธอเป็นเพื่อนคณะเดียวกันที่มาสารภาพรักกับเขา ยูชอนตอบตกลงเธอทันที ผมรู้สึกโหวงในใจเล็กน้อย แต่ก็นั่นล่ะยังไงซะผมก็ไม่มีสิทธิ์อะไรอยู่แล้ว ที่สำคัญจากนี้ไปผมคงต้องให้ความสำคัญกับยูบินให้มากกว่านี้ ผมรู้สึกผิดต่อเธอเหลือเกิน

 

ความสัมพันธ์ของผมกับยูบินไปกันได้ดีจนผมเริ่มคิดได้ว่าผมคงเป็นเพื่อนได้อย่างสนิทใจกับยูชอนในไม่ช้า ถ้าไม่ใช่เพียงเพราะว่ายูชอนเลิกกับเธอคนนั้น ผมเฝ้ามองดูพฤติกรรมความรักของเขาอยู่ห่างๆไม่พยายามล้ำเส้นในฐานะเพื่อน ปีครึ่งหลังจากนั้นยูชอนใช้ชีวิตราวกับคนที่กำลังดำผุดดำว่ายไขว่คว้าหาความรัก เขามีแฟนอีกสามคน และเลิกกับพวกเธอทั้งหมดในที่สุด แต่เชื่อไหมทุกครั้งที่ผมจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นผมเห็นความถวิลหาจากเขาอยู่ตลอดเวลา

 

สุดท้ายผมก็ยังตัดใจจากเขาจริงๆไม่ได้สักที

 

 

 

 

 

“เฮิร์ตขนาดนั้น” ผมถามขึ้นขณะมองยูชอนบีบกระป๋องเบียร์กระป๋องที่เจ็ดเขวี้ยงลงถังขยะในห้องพักของเขา

 

“อือ”

 

“ทำไมถึงเลิกล่ะ ในเมื่อรักเขาขนาดนั้น” ผมยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มเริ่มรู้สึกมึนหัวแล้วเหมือนกัน

 

“ไม่รู้ดิวะ แล้วทุกครั้งคือ.....จะว่ายังไงดี....ฉันเป็นฝ่ายถูกบอกเลิกทุกที ทำไมวะ ทำไม” เสียงยูชอนเริ่มป้อแป้อย่างเห็นได้ชัด ร่างโปร่งไถลจนเอาหัวมาพิงไว้กับไหล่ของผม

 

“ถ้าแกยังตอบตัวเองไม่ได้แล้วฉันจะตอบได้ไหม” คำตอบจริงๆผมรู้ดีว่ามันคืออะไร แต่ในเมื่อยูชอนยังไม่รู้ตัว ผมก็คิดว่าเปล่าประโยชน์ที่จะบอกเขาไป ในเมื่อตอนนี้ใจผมมันลิงโลดไปถึงไหนๆแล้วเมื่อคิดว่าคำตอบที่ทำให้ผู้หญิงทุกคนขอบอกเลิกยูชอนนั้นถ้าบอกออกไปอาจฟังดูเป็นการเข้าข้างตัวเองไปหน่อย แต่พอเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยผมก็อดไม่ได้จะเอื้อมมือไปลูบกลุ่มผมดำนุ่มเพื่อถ่ายทอดกำลังใจให้

 

“เมื่อยแล้ว เอาหัวออกไปดิ๊” ผมยกไหล่พยายามให้หัวของยูชอนออกจากไหล่ นั่งแบบนี้มันไม่ดีต่อหัวใจของผมเลยจริงๆ

 

“ขออยู่แบบนี้อีกแป๊บได้ไหม” ทันทีที่ได้ฟังคำถามผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยูชอนจะรู้ไหมว่าเขากำลังทำร้ายหัวใจผมอยู่ หรือรู้แต่เลือกไม่สนเหมือนที่เขาเคยเป็น คราวนี้ความรู้สึกอดทนของผมดูจะเหลือน้อยลง ผมตัดสินใจสอดมือเข้าข้างเอวบางอุ้มยกร่างโปร่งเข้ามานั่งซ้อนอยู่ในอ้อมแขน ก้มซุกใบหน้าตัวเองลงกับไหล่บาง รู้สึกเหนื่อยเหลือเกินจริงๆ ยูชอนดูท่าจะตกเขาส่งเสียงร้องเหวอ พยายามดิ้นขลุกขลัก

 

“ไม่ได้!!! ฉันเมื่อยแล้ว เปลี่ยนกันบ้าง...ฉันขออยู่แบบนี้บ้างได้ไหม” ผมรู้ว่าเขากำลังเขิน ก็ในเมื่อสีแดงระเรื่อกำลังลามจากใบหูจนไปถึงซีกแก้มขาวนวลด้านข้าง ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังทำหน้าตาแบบไหน รู้แต่เพียงว่าตอนนี้ผมอยากจะเห็นแก่ตัวกอดเขาอย่างนี้ไปนานๆ

 

“แกทำยังไงถึงได้คบกันยืดยาวนัก” คำถามสั้นแต่ทว่าเสียดแทงลงไปกลางใจผมอย่างจัง

 

“ไม่รู้สิ กรณีของฉันใช้กับแกไม่ได้หรอก ไม่ได้จริงๆ”

 

“ทำไม” ยูชอนพยายามจะเอี้ยวตัวหันมามองผมเพื่อหาคำตอบ ผมกระชับอ้อมแขนตรงเอวเขาให้แน่นขึ้น ฝังใบหน้าลงบนแผ่นหลังบอบบางจนยูชอนไม่สามารถหันมาเห็นใบหน้าของผมได้

 

 

ผมจะให้เขาเห็นได้ยังไงในเมื่อตอนนี้ผมรู้สึกน้ำตาอุ่นๆกำลังปริ่มอยู่ตรงบริเวณดวงตาทั้งสองข้าง

 

 

“..ที่ยึดเหนี่ยว”

 

“หืม อะไรนะ”

 

“ไม่มีอะไร”

 

“ก็ได้ยินอยู่ว่า...ที่ยึดเหนี่ยว ยึดเหนี่ยวอะไรวะ”

 

“...หัวใจฉันจากแก” ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมพูดออกไป ทั้งๆที่ผมรู้สึกผิดต่อยูบิน แต่ผมก็ใช้เธอเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวพยายามจะตัดใจจากยูชอน คิดว่าคงดึงหัวใจตัวเองออกจากคนที่ไม่เคยคิดจะรักผมได้เลยอย่างเขา และมอบหัวใจของตัวเองให้กับยูบินได้ในสักวัน

 

ยูชอนแกะมือผมออก เขาหันขวับมามองผมเต็มสองตาในขณะที่ผมยืนขึ้นมองใบหน้าแดงระเรื่อของเขา มือเรียวทั่งสองข้างนั่นกอบกุมอยู่ตรงบริเวณหัวใจ ผมจะคิดเข้าข้างตัวเองได้ไหมว่ายูชอนกำลังหวั่นไหว

 

“หิวแล้วว่ะ ไปหาอะไรกินกัน” สุดท้ายผมได้แต่ตัดบทเพราะรู้สึกเก้อเขิน

 

“อะ...เออ”

 

ตอนนี้หัวใจผมกำลังเต้นระรัว

 

 

 

 

 

หลังจากนั้นพอเริ่มขึ้นปีสี่ เราทั้งคู่ก็ยุ่งอยู่กับการเรียนและโปรเจ็คจบ ไม่ค่อยมีเวลาเสวนากันมากนัก ผมก็ยังคบกับยูบินเหมือนเดิม ส่วนยูชอนก็โสดสนิทให้ผมตามก้อร่อก้อติกจนดูเหมือนเขาจะรู้สึกชิน แต่กระนั้นสุดท้ายแล้วผมก็คงความสัมพันธ์กับยูบินเอาไว้ต่อไปไม่ได้ ผมรู้ดีว่าเธอเสียใจมากแค่ไหนในเมื่อตัวผมรู้ตัวดีว่าผมให้ความสำคัญกับยูชอนก่อนเธอเสมอ ไม่ว่ายูชอนจะรู้สึกเหงา เศร้า อ่อนแอ ผมไปอยู่ข้างเขาเสมอ ในขณะเวลาเหล่านั้นผมกลับทิ้งให้ยูบินอยู่กับความเดียวดายชนิดที่ผมไม่น่าได้รับการอภัยจากเธอตอนเราเลิกกัน แต่เราก็เลิกกันด้วยดี ทว่าผมไม่เคยบอกยูชอน ถ้าเราเป็นแค่เพื่อนกันต่อไปมันคงจะดีกว่าไม่ใช่หรือ

 

แล้วเราก็เรียนจบ ยูชอนเข้าทำงานทันทีในบริษัท ส่วนผมก็รับงานต่อจากที่บ้าน เขาไม่เคยติดต่อหาผมเลยสักครั้ง ในขณะความคิดถึงเขาของผมมันมีมากขึ้นๆทุกวัน เวลาผ่านไปสองปีผมตัดสินใจไปเรียนต่อเมืองนอก

 

หลังจากนั้นผมก็ได้เรียนรู้แล้วว่าความทรมานจิตใจซึ่งต้องห่างเขาเหมือนตกนรกทั้งเป็น ทันทีที่กลับมาผมพยายามสืบข่าวยูชอน มองเขาอยู่ห่างๆ ปล่อยให้ความคิดคำนึงไหลวนไปมาอยู่ระหว่างเรา ผมเชื่อเช่นนั้นทุกครั้งที่เห็นเขานั่งเหม่อมองผ่านกระจกร้านกาแฟในบ่ายวันศุกร์

 

 

 

 

 

“...แต่งงานหรือยัง” ผมถามขึ้นหลังจากที่เราทั้งคู่เงียบและจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง

 

“ห๊ะ...เอ่อ.. ยัง นายล่ะ” ยูชอนยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม แก้มขาวจัดเปลี่ยนเป็นสีชมพูบางๆจนผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกไป ครับผมรู้ตัวเลยว่าตอนนี้ผมยิ้มกว้างมากแค่ไหน รู้สึกเป็นสุขจริงๆ

 

“ยังเหมือนกัน”

 

“อายุปูนนี้กันแล้วเนี่ยนะ แล้วน้องคนนั้นล่ะ” ยูชอนมองหน้าผมทำหน้าตาประหลาดๆ ก่อนที่เราทั้งคู่จะหัวเราะก๊ากเสียงดัง

 

“เลิกกันแล้ว เลิกกันตั้งนานแล้ว” ผมยิ้มน้อยๆขณะมองใบหน้าเหวอของยูชอนก่อนจะเสทำเป็นปกติ ไอ้นิสัยไม่พยายามทำเป็นรับรู้ของเขานี่ไม่เคยเปลี่ยนเสียที ทำเอาผมรู้สึกน้อยใจขึ้นมานิดหน่อย ผมตัดสินใจล้วงหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสตางค์

 

 

รูปผมกับยูชอนในชุดครุย มือผมจับคล้องคอยูชอนจนแน่นในขณะที่มือเรียวเล็กในรูปพยายามผลักหัวผมออกไปให้ไกลที่สุดแต่ก็ยังหันมายิ้มจนแทบจะเห็นฟันครบสามสิบสองซี่ใส่กล้อง

 

 

“เฮ้ย เก็บรูปนี้ไว้ในกระเป๋าตังค์ด้วย กี่ปีมาแล้วนะ เกือบสิบปีได้แล้วมั้ง ขนลุกว่ะ”

 

“นายเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่สนใจคำพูดแก้เขินของยูชอน

 

“ก็เรื่อยๆ แต่แกน่ะไม่ส่งข่าวกันบ้างเลย”

 

“อย่างกับแกเคยโทรหาฉันล่ะ” ผมทำหน้าตามู่ทู่จริงจังขณะโต้กลับ

 

“เออ นั่นสิ ขอโทษด้วย”

 

“นายนี่มันยังใจร้ายเหมือนเดิมเลยยูชอน ไม่เคยคิดจะสนใจกันเลยใช่ไหม.......นายเปลี่ยนงานสามที่ พยายามที่จะมีแฟนสองคนในช่วงสองปีแรกของการทำงาน แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ชอบนั่งทำหน้าเหมือนหมาเหงาในร้านสตาร์บั๊คตอนบ่ายวันศุกร์ตลอดหลายปีมานี้ แล้วก็ยังชอบจ๊อกกิ้งตอนเย็นเหมือนเดิม” ผมเอามือเท้าคางพูดรวดเดียวจบในขณะที่สายตาจ้องมองใบหน้าหวานตาไม่กระพริบ

 

ยูชอนอ้าปากค้างกว้าง ส่วนผมก็นั่งยิ้ม

 

“ไอ้บ้า นี่แกเป็นสโตรกเกอร์หรือไง” ผมยักไหล่เบ้ปาก ก่อนจะล้วงหยิบพวงกุญแจออกมาจากในเสื้อสูทเนี้ยบเรียบของตัวเอง

 

“มาเถอะเบบี๋ ไหนๆเจอกันแล้วไปหาอะไรดื่มต่อกันที่ห้องนายกันเถอะ” ผมพูดพลางคว้าข้อมือเล็กไว้

 

“ไม่ไปเว้ย ฉันจะออกไปกับคนที่ทำพฤติกรรมเหมือนสโตรเกอร์ตัวฉันเองได้ยังไง” ยูชอนแหวเสียงดัง แต่ทว่าใบหน้าขาวกลับมีน้ำตาคลออยู่ริมหางตา ผมใช้มือประคองพลางเกลี่ยหยดน้ำตานั้นออกไป

 

“ฉันสนใจทุกเรื่องที่เป็นเรื่องนายเสมอล่ะยูชอน” ผมค่อยๆดึงเขาเข้ามาในอ้อมกอด ทันทีที่ยูชอนปล่อยเสียงโฮอย่างไม่อายใคร

 

“จับได้แล้ว” ผมกระซิบแผ่วเบาลงตรงใบหูนิ่ม

 

“แล้วอย่าปล่อยมือนะเว้ย”

 

“ไม่ปล่อยแน่นอน”  

 

ยูชอนคงไม่เคยรู้ว่าผมไม่เคยปล่อยมือเขาตั้งแต่วินาทีแรกที่เขายิ้มให้ผมในวันปฐมนิเทศ  เราสองคนรอคอยมานานเหลือเกินที่จะให้ความรู้สึกแทรกซึมในใจเราทั้งคู่ เชื่องช้า ลึกซึ้ง จมดิ่งลงไปในความโหยหาของกันและกัน

 

 


Comment

Comment:

Tweet

@sk-chan  งานน่ารักพี่ก็ชอบนะคะ ช่วงนี้เน้นฟิคตลก และอื่นๆค่าาาา ดราม่าเครียดเกิ๊นก็ไม่ไหว ชีวิตตอนนี้มันเครียดอยู่แล้วอ่ะ เอิ๊กกกก ดีใจด้วยยยยย เขียนฟิคได้ลงทุกเดือนนี่เก่งมากๆเลยจ๊ะ 

ทำอะไรแล้วชีวิตเรามีความสุขอ่ะพี่ว่าทำไปโลด ความสุขอยู่ที่ใจเราอ่ะ ความชอบคนเราไม่เหมือนกัน ถ้าชอบแล้วไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไยจะต้องสนใจ ใช่มั้ยลูก อิอิ

ทูยูนี่ต้องรอปาฏิหารย์อย่างเดียวค่ะ แต่ก็ยังคิดถึงเป็นระยะๆอะนะ  พี่ก็มีตอนนี้ก็ตามแต่แฟนดอมของเชอร์ล็อคบีบีซี กับบิกแบง กับพวกแฟนดอมการ์ตูน อนิเมะ เป็นหลักแล้วเหมือนกันค่ะ แต่กระนั้นพอเห็นทูยูทีใจก็คิดถึงเป็นพักๆอ่ะนะ เหอๆแค่มันออกรายร่วมกันยังทำไม่ได้เล้ยยยยยย เหตุผลรู้ๆกันอยู่ แต่ช่างมันเต๊อะอย่างทีพี่ว่าทำอะไรแล้วมีความสุขไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ทำเต๊อะเจ้า เพราะฉะนั้นมีแรงจิ้นก็จิ้นก็ต่อไปปปปปปปปป อิอิ 

#5 By PurE on 2012-10-31 17:49

คิดถึงพี่เพียวด้วยยยยยยยย
ทูยูมันกลายเป็นอะไรที่เกินคำว่ารักวัยรุ่นไปแล้วนะนู๋ว่า
เป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งยาวนานมากกว่า
ส่วนเรื่องฟิค สารภาพอย่างหน้าด้านๆว่าถ้ากับทูยูนี่เขียนยากจริงๆค่ะ
หลังจากฟิคคริสต์มาสเมื่อปีก่อน นู๋คิดว่าจะต้องเลิกเขียนฟิคจริงจังแล้วด้วยแหละ
แต่อยู่ๆที่กลับมาเนี่ย มันอาจจะเข้าใจยากสักนิด

เพราะโชคชะตา(ก๊ากก)ที่บังเอิญได้อ่านงานน่ารักแบบใสสะอาดของน้องคนหนึ่งกับคู่หนึ่ง
แล้วเกิดคำถามว่า เราทำอะไรอยู่กัน? ทำไมเราไม่ลองเขียนงานน่ารักแบบนี้บ้าง เขียนงานดราม่าไปไย?
พอลองเขียนแล้วก้าวผ่านไปได้(ตอนลงมือเขียนงานน่ารักจริงจังนี่ก็จิกกบาลนะคะ รู้สึกว่างานน่ารักเขียนยากมากกกกกก)
กลายเป็นว่าเพิ่งรู้ตัวว่านู๋เนี่ยเหมาะกะงานน่ารักมากกว่า
ไปนั่งอ่านคอมเมนต์งานเก่าๆที่เซฟไว้ พี่เพียวเองก็บอกว่าชอบงานน่ารักนู๋
แล้วนู๋ทำอะไรอยู่นี่ ห้าปีที่ผ่านมาคืออะไร?
อีกอย่างคู่ที่ชอบนี่มันผูกพันโดยไม่ฉันท์ชู้สาวก็ได้ //เด็กสองคนเป็นแฝดกันค่ะ

ทุกวันนี้ที่มีฟิคลงทุกเดือน เพราะมันเขียนแล้วเพลิน
ตอนนี้ต่อให้โยนพลอตดราม่ามา นู๋ก็ทำให้น่ารักหมดอ่า
เขียนงานดราม่าก็ดราม่าแหละ แต่น่ารักนี่เด่นมาก //ให้ตายเถิด -*-

ส่วนทูยูเราไม่ใช่ว่ามันน่ารักไม่ไหวนะ แต่เหมือนหมดกำลังใจ แรงบันดาลใจไม่มี
แถมบางทีไม่มีคนอ่าน ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น T T

ขอให้สัมมนาและทุกๆอย่างผ่านไปด้วยดีค่ะ คิดถึงเสมอ ><

ปอลอ สรุปว่านู๋โดนของน่ารักล้างสมอง 55
ปอลอสอง เน็ทนู๋พังมาจะครบเดือนละ ยังไม่มีใช้ ฮือออ

#4 By SK-SaKU - BoX on 2012-10-31 15:23

@sk-chan น้องพู่คิดถึงงงงงงงงงอ่ะ ฮ่าๆๆๆ จริงๆมีเขียนเบต้าแบบว่าโคตรจริงจังกว่านี้อีกอ่ะอีกเรื่องนึง แต่ไม่เอาดีกว่า เอาแบบไม่จริงจังมากมาลงดีกว่า อันนั้นเครียดกับชีวิตเกิ๊นนนนน เอิ๊กกก เข้าใจลูก พี่เข้าใจ คือจริงๆทูยูเรามันเป็นพวกรักนะแสดงออกเนอะ แต่ว่าพอมันโตขึ้นมันจะอิ๊อ๊าง ยู้วฮูวววว สงสัยจะเลยวัยพี่จริงๆแล้ว เอิ๊กกกกกก ช่วงนี้นั่งดูคลิปเก่าๆวนลูปมากเลยค่ะ คิดถึงมากกกกก เห็นแก้มน้องมิคแล้วอยากเอามือไปหยิกอ่ะ แต่ตอนนี้น้องผอมแก้มไ่ม่กลมเหมือนเก่าแล้วอ่ะดิ

ว่างๆน้องพู่เขียนฟิคทูยูมามั่งนะคะ ตอนนี้หาอ่านยากเนอะ คิดถึงเป็นระยะ มีแอบนอกไปแฟนด้อมอื่นมั่งแต่ยังโหยหาทูยูอ่ะ (เน่าเหลือเิกินพี่)

@ lookkata คิดถึงทูยูเหมือนกันค่าาาาาาา แบบว่านั่งไปดูคลิปเก่าๆแล้วยิ้มได้อ่ะค่ะ ช่วงนี้นั่งดูวนลูปเลยก็ว่าได้ (ไม่ว่างแต่ก็เวิ่นเว้อไปเรื่อยค่ะ ^^) ขอบคุณมากที่มาอ่านนะคะ เล่นอยู่ในบ้านทูยูด้วยใช่มั้ยคะเนี่ย แต่เราไม่ค่อยได้เข้าไปเลยนี่สิัพักหลังๆมานี้ ยังไงถ้าความคิดถึงมันมากมายจริง อาจมีเอาเบต้าที่เคยเขียนทิ้งไว้ไม่ยักกะจบสักที มาเขียนต่อนะคะ ตอนนั้นก็มาอ่านให้หายคิดถึงกันด้วยนะคะ เอิ๊กกก ขอบคุณมากๆค่าาาาา ^^

#3 By PurE on 2012-10-31 00:32

ซึ้งง่า~ ยูชอนปฏิเสธยุนตลอด
แต่ยุนมีความพยายามดีจัง *ปลื้ม*
คิดถึงทูยูเหมือนกันค่ะ
คิดถึงมากเลย

#2 By lookkata (103.7.57.18|49.48.109.44) on 2012-10-30 23:32

คิดถึงทูยูเน้ออออออออออออออออ
ทูยูเราโตขึ้นมากอ่า
ช่วงนี้นู๋อ่านแต่งานวัยรุ่นใสกิ๊งเลย
พอมาเจองานจริงจังก็ต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย
ความจริงเพราะพวกเราโตแล้วนั่นแหละ จะมารักใสๆอะไรอย่างนี้มันก็ไม่ใช่
เป็นความรักที่ค่อยซึมซับ เรียนรู้ และตกตะกอนจนแน่ใจ
เป็นความรักที่ผ่านการคิดทบทวนแล้ว ประมาณนั้น
แต่งานแบบนี้เด็กๆไม่เข้าใจนะ
บางครั้งความรักก็ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลขนาดนั้น แค่ยิ้มไปกับมัน ก็พอแล้ว
//บอกแล้วว่าโดนงานใสๆวัยรุ่นล้างสมองมาก
อย่างที่นู๋บอกแหละ ทูยูเราโตแล้ว
ความรู้สึกจริงๆของสองคนนั้นอาจจะประมาณนี้ก็ได้
ยังอยู่ในห้วงคำนึง ยังนึกถึง แต่ไม่ได้แสดงมันออกมา
พี่เพียวจะเข้าใจนู๋ไหม? 555

#1 By SK-SaKU - BoX on 2012-10-30 23:21