FanFiction

[SF SHERLOCK BBC] Until whenever

posted on 23 Jul 2013 00:57 by doctorblueberry in FanFiction
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด กว่าจะได้มาต่อค่ะ นานมากกกกก (แหะๆ เจ็ดเดือนเอ๊งงงงง)
ก่อนหน้านี้มีปัญหาสุขภาพค่ะ ลากยาวกันไป หลังฟื้นคืนตัวก็มัวยุ่งอยู่กะเรื่องเรียนเรื่องงาน ตอนนี้อะไรๆดีขึ้นมากมายก่ายกองค่ะ ช่วงนี้ว่างมากขึ้นมาก เรียนก็ใกล้จบแล้ว เย้ๆ (แต่ใกล้ที่ว่าก็อีกอย่างน้อยห้าหกเดือนนั่นล่ะค่ะ แต่เอาเถอะเราก็ถือว่าใกล้ ดัชนี้ชี้วัดเพราะเรามีเวลาว่างหายใจแล้ว เย้)
 
 
โอย พล่ามอะไรก็ไม่รู้ค่ะข้างบนนั่น เอาฟิคมาต่อแล้วค่ะ (จริงเขียนเสร็จได้ซักพักหนึ่งแล้ว แต่ลืม ลืมจริงจัง บ่งบอกได้เลยว่าหัวเบลอมากกก จริงๆเรื่องแบบนี้เราไม่เคยลืมเลยค่ะ พอได้อ่านฟิคคุณปูนแล้วนึกออกว่าเราก็มีฟิคค้างที่เขียนเสร็จแล้วนี่หว่า )

 
เป็น AU นะคะ AU ซะบางทีอาจมีหลุดคาแรคเตอร์ไปบ้าง น้อมรับคำติชมนะคะ วิจารณ์กันได้เต็มที่ค่าาาา ฟิคเชอร์ล็อคเรื่องแรกเลยค่ะ เขียนยากมาเบยยยยยยย ถึงจะสั้น(มาก)แต่ก็ตื่นเต้นจังเวลาเขียน 
 
 
อันนี้เป็นตอนอินโทร เผื่อลืมกันไปแล้วววว 
 
อ่านกันโลดดดดดด
 
.
.
.
.
.

เชอร์ล็อค โฮล์มส์ก้าวเท้ายาวๆเร่งฝีเท้าเดินฝ่าอากาศฤดูหนาวช่วงใกล้วันสิ้นปีหนาวจนแทบจะกรีดลงไปถึงกระดูก แสงไฟกระพริบตกแต่งอยู่ตามต้นไม้แวบวาบชวนรำคาญลูกตา พ่นลมหายใจยาวไม่สบอารมณ์แม้จะผ่านช่วงเวลาโต้เถียงซึ่งถือเป็นกิจวัตรประจำทุกครั้งที่พบหน้ากับไมครอฟมาพอสมควรแล้ว แต่สิ่งที่ยังติดค้างอยู่ในใจกลับแล่นฉิวราวกับกรดซึ่งไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะจนอยากจะสำรอกออกมาทางปาก สายตาเพ่งมองฝ่าแสงแวววาวตามต้นไม้ริมทางเดินตรงไปยังสวนสาธารณะใกล้ๆ เชอร์ล็อคชะลอฝีเท้าลงเปลี่ยนทิศทางตรงไปยังเก้าอี้ใต้ดงต้นไม้หย่อนตัวลงนั่ง ซบใบหน้าลงกับฝ่ามือนวดคลึงตรงบริเวณขมับเพื่อผ่อนคลายความคิดที่ไหลวนอยู่ในหัว คิดอยากจะสะบัดมันออกไปให้พ้น

 

บางครั้งเรื่องราวในความเป็นจริงซึ่งมีเหตุผลอ้างอิงได้ร้อยแปดประการ ก็ดูพิลึกพิลั่นราวกับเป็นเรื่องโกหก และในหลายๆคราวเรื่องราวเหนือจริงในความฝันกลับดูเสมือนจริงจนแทบอยากจะบอกตัวเองให้เชื่อว่าเป็นในแบบนั้น

 

เชอร์ล็อคเคยเชื่อในเรื่องอิทธิพลความรัก แม้จะเป็นเพียงหนึ่งครั้งในชีวิต หลงจมอยู่กับเรื่องราวเพ้อฝันเหนือความจริงหลอกตัวเองว่าให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น จนวันหนึ่งเหมือนถูกตบเข้ากลางหน้าอย่างจังให้รับรู้ถึงความอ่อนหัดในความหลงใหลของตัวเอง วันที่คนรักเก่าของเขาจากไปกับคนอื่น  

 

จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิในปีหนึ่ง ความจริงพิลึกพิลั่นชวนปั่นป่วนราวกับมีฝูงฝีเสื้อบินวนในช่องท้องก็เกิดขึ้นอีกครั้งราวกับเรื่องโกหก ขณะที่เขาทำหน้าเหม็นเบื่อฟังไมครอฟพูดจายืดยาวถึงหลักการและเหตุผลการใช้ชีวิตเพื่อเป็นโฮล์มส์ที่ดีหน้าห้องสมุดของตระกูลใกล้พุ่มดอกแมกโนเลีย สายลมเบาๆพัดผ่านกลิ่นหอมฟุ้งกระจายของดอกไม้เหมือนเคย หากแต่คราวนี้กลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆบางอย่างแทรกผสมปนจนทำให้เชอร์ล็อคเผลอกำมือเข้าหากันด้วยความตื่นเต้น จมูกโด่งย่นก่อนจะสูดเอากลิ่นจางๆนี้เข้าเต็มปอดกลัวว่ากลิ่นอ่อนนี้จะหายไป ในขณะสองขาออกวิ่งผละจากไมครอฟซึ่งทำหน้าตาตกใจตั้งแต่ตอนที่เชอร์ล็อคเริ่มทำจมูกย่นสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อหาต้นตอกลิ่นหอมนี้ เชอร์ล็อควิ่งเลี้ยวผ่านดงดอกไม้ตัดเข้าบริเวณที่ตั้งม้าหินอ่อนสำหรับอ่านหนังสือกลางแจ้งด้านนอกห้องสมุดในดงดอกแมกโนเลีย ก็พบชายวัยกลางคนผมบลอนด์ตัดสั้นในเสื้อจัมเปอร์ลายขวางสีขาวสลับดำนั่งอ่านหนังสือ

 

เชอร์ล็อคย่นจมูกฟุดฟิดสำรวจกลิ่นให้แน่ใจอีกคราว กลิ่นหอมซึ่งไม่เคยสัมผัสมาก่อนจากที่อ่อนจางเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นตามระยะห่างที่ลดลงระหว่างเขาและชายแปลกหน้าคนนี้ เชอร์ล็อคเพ่งมองด้านหลังของชายสูงวัยกว่า ก้าวเท้าประชิด โน้มตัวเข้าใกล้ขณะที่จมูกโด่งก้มสูดกลิ่นบริเวณไรผมด้านหน้าใบหู ก่อนจะไล่สูดกลิ่นต่อไปตามเส้นผมหลังต่อใบหูและด้านหลังคอด้วยความรวดเร็ว มุมปากกระตุกยิ้มด้วยความพึงพอใจ ความตื่นเต้นเข้าจู่โจมเชอร์ล็อคอีกครั้งขณะที่กำลังประมวลผลผสมออกเป็นกลิ่นน้ำหอมอยู่ภายในความคิด เสี้ยววินาทีที่ผละตัวออกเพื่อนึกสูตรเคมี สายตาพยายามโฟกัสปรับภาพจากไรผมสีบลอนด์กลับกลายเป็นใบหน้าตกใจของชายคนนี้เข้ามาพร้อมกับหมัดลุ่นๆเสยปลายคางและเสียงสบถดังลั่นตามมาให้ได้ยินก่อนที่เชอร์ล็อคจะรู้สึกแรงกระแทกของหัวตัวเองกับพื้นด้านล่าง...นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพบกับ จอห์น วัตสัน

 

 

เชอร์ล็อคกลืนก้อนความโกรธขึ้งลงกระเพาะไปพร้อมๆกับน้ำลายอึกใหญ่ หลังจากนั่งปล่อยใจกับความนึกคิดที่ไม่น่าจะปรากฏอยู่ภายในสมองของตัวเอง ถอนหายใจยาวอีกครั้งรำคาญเสียงเพลงที่ดังแว่วจากดงร้านค้าในย่านนี้  มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดอย่างรวดเร็ว

 

สวนสาธารณะถัดจากแฟลตของนาย - SH

 

เชอร์ล็อคนั่งเคาะนิ้วมือกับพนักเก้าอี้คอยหลังจากกดส่งข้อความ เริ่มนับตัวเลขในใจได้ถึงเลขแปดขณะที่เสียงข้อความเข้าดังขึ้นให้ได้ยิน

 

ฉันไม่ว่าง - JW

 

เรื่องด่วน อันตราย อาจถึงชีวิตได้ - SH

 

เชอร์ล็อคหย่อนโทรศัพท์มือถือเก็บลงในกระเป๋าเสื้อโค้ทขณะนั่งเคาะนิ้วกับพนักเก้าอี้อีกครั้ง รอยยิ้มตรงมุมปากมีขึ้นเมื่อเห็นร่างสัดทัดของจอห์นวิ่งกระหืดกระหอบตรงดิ่งมาหา เชอร์ล็อคยกนาฬิกาขึ้นดู สองนาทีพอดีไม่ขาดไม่เกิน

 

“เกิด.....” จอห์นหยุดยืนตรงหน้าเชอร์ล็อค ก่อนจะโบกมือขอเวลานอก โค้งตัวก้มหน้าลง อ้าปากสูดอากาศเข้าปอดอย่างเหนื่อยหอบ “เกิดอะไรขึ้น นายเป็นอะไรหรือเปล่า” จอห์นเริ่มเดินเข้าไปใกล้เพื่อนเพื่อสำรวจความผิดปกติ แต่เมื่อเดินรอบๆแล้วยังเห็นเชอร์ล็อคนั่งเฉย คิ้วสีบลอนด์จึงเลิกขึ้นด้วยความสงสัยก่อนจะพึมพำเสียงบางอย่างที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเข้าใจอะไรบางอย่างแจ่มแจ้ง

 

“เชอร์ล็อค ฉันไม่ว่างมานั่งเล่นตามใจนายอย่างนี้หรอกนะ ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ว่าง แล้วพรุ่งนี้ก็เดดไลน์ที่ฉันจะต้องส่งต้นฉบับแล้วด้วย” จอห์นยืนกอดอกขณะตะโกนใส่คนตัวสูงกว่าด้วยความโกรธ และโกรธเข้าไปอีกเมื่อเชอร์ล็อคยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้นิ่งๆ

 

“ฉันไม่ได้เล่น เรื่องเร่งด่วนจริง” เสียงทุ้มพูดปกติ จอห์นยังคงยืนกอดอกนิ่งรอคำอธิบาย แต่เชอร์ล็อคก็เลือกที่จะนั่งนิ่งจ้องตาของจอห์น

 

“ทะเลาะกับไมครอฟ โอ้ เชอร์ล็อคให้ตายสิ ฉันไม่ใช่พี่เลี้ยงของนายนะ”

 

“เยี่ยม จอห์นนายเดาถูกแล้ว แล้วไงต่อ” เชอร์ล็อคพูดไปพลางขยับตัวไปชิดริมฝั่งหนึ่งของเก้าอี้ ก่อนหันไปพยักหน้าให้จอห์นนั่ง แต่จอห์นกลับยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

 

“แล้วไงต่อ???? ฉันไม่ใช่ไอ้บ้าที่ส่งข้อความหาคนอื่นกลางดึกว่า เรื่องด่วน อันตราย อาจถึงชีวิตได้” จอห์นเสียงดังขณะทำมือเป็นเครื่องหมายคำพูด

 

“แล้วทำไมฉันจะต้องมาทายว่ามีอะไรต่อ ให้กับเกมแก้เบื่อของนายด้วย” จอห์นตะโกนใส่เชอร์ล็อคพร้อมกับเดินหันหลับกลับทันที

 

“โอ้ จอห์น ไม่เอาน่า คอลัมน์ของนายก็เขียนใกล้เสร็จแล้ว ใต้ตานายดำคล้ำแสดงว่าอดนอนมาแล้วหลายวัน ลูกตานายพยายามปรับหาโฟกัสตลอดเวลาตอนที่จ้องหน้าฉัน กับรอยย่นระหว่างหัวคิ้วนายหมายความว่านายนั่งจ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มานานแล้วหลายชั่วโมง...ไม่ ไม่สิหลายวันโดยไม่ได้พัก ระหว่างที่นายแวบมองระหว่างหน้าฉันสลับกับแสงไฟสีส้มหน้าร้านฝั่งตรงข้ามยิ่งทำให้ตานายจับโฟกัสได้ยากขึ้น นั่งลงซะจอห์น แล้วมองไปที่ใบไม้สีเขียวด้านข้างนั่น ถึงจะมืดแต่เชื่อเถอะสายตานายก็ยังเห็นสีเขียวได้จากเสาโคมไฟเหนือหัวเราตอนนี้ แม้จะไม่ชัดเหมือนตอนกลางวันก็เถอะ แต่ก็จะทำให้สายตานายได้พักด้วยการมองอะไรสีเขียวหรือสีฟ้าอ่อน ส่วนตอนสุดท้ายของคอลัมน์ที่นายคิดไม่ตกเขียนไม่ได้ซะทีว่าจะเขียนบทสรุปให้คะแนนแนะนำกับร้านไหนดี ทั้งๆที่นายชอบร้านทั้งสองร้านนั่น ฉันขอแนะนำว่าเขียนเลือกร้านเบเกอร์รี่ที่มีลายการ์ตูนอีเดียทเต็มอยู่หน้าร้านนั้นไปซะ จะตรงใจคนอ่านในช่วงเวลาใกล้สิ้นปีที่เด็กๆเอาแต่แหกปากเรียกร้องให้พ่อแม่พาไปมากกว่า ไม่เอาน่าจอห์น จะมองฉันแบบนั้นทำไม หนังสือที่นายเขียนให้ กลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มคนมีครอบครัวเป็นส่วนใหญ่นะ แล้วทีนี้นั่งลงซะจอห์น ฉันไม่ชอบพูดย้ำสิ่งที่ฉันพูดไปแล้วหลายรอบ” เชอร์ล็อคพูดเสียงเรียบรวดเร็วรวดเดียวจบ

 

จอห์นอ้าปากค้างและหย่อนก้นลงตรงบริเวณเก้าอี้ส่วนที่ว่างอย่างว่าง่าย  จอห์นรู้ว่าเชอร์ล็อคเป็นคนช่างสังเกต ความสังเกตมีประโยชน์กับงานของเชอร์ล็อคเสมอ จอห์นได้รับคำบอกกล่าวมานับครั้งไม่ถ้วน ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เชอร์ล็อคแสดงความช่างสังเกตให้จอห์นเห็นประจักษ์กับตาก็ตาม แต่จอห์นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งทุกครั้ง และจอห์นก็ต้องพบว่าเขาเองประหลาดใจมากรวมถึงไม่คิดว่าตัวเองจะมาเป็นเพื่อนสนิทกับเชอร์ล็อค โฮล์มคนนี้ได้ หลังจากการพบกันที่ไม่น่าประทับใจของเขาทั้งคู่ และรวมถึงอีกหลายๆครั้งต่อมา หลังจากที่ต่อยหน้าเชอร์ล็อคแล้วก็วิ่งหนีมาด้วยความตกใจแล้ว จอห์นก็ต้องผวากับเชอร์ล็อคที่คอยตามมาจนถึงที่อยู่ของตัวเองเหมือนกับสโตรกเกอร์โรคจิต และกว่าจะอธิบายกันให้เข้าใจกันได้ถึงสาเหตุที่เชอร์ล็อคติดใจตามจอห์นว่าเป็นเพียงเพราะ “กลิ่น” ของจอห์นก็ทำเอาจอห์นผวาไปหลายวัน 

 

จอห์นหัวเราะคิกออกมาขณะที่นึกถึงเสียงของเชอร์ล็อคซึ่งพยายามตะโกนอยู่หน้าแฟลตอธิบายถึงความเป็นไปได้ของสูตรเคมีของกลิ่นของจอห์น อธิบายถึงความพิเศษของกลิ่นนั้น รวมไปถึงคำพูดยาวเหยียดเกี่ยวกับความคับข้องใจที่ไม่สามารถจะไขปริศนาแห่งความคาใจนั้นได้ คำขอร้องเพียงแค่ขอให้ตนเองนั้นได้ลองสูดดมกลิ่นนั้นของจอห์นอีกครั้ง และจอห์นยังจดจำความรู้สึกร้อนรนจนเหงื่อตกของตัวเองได้เป็นอย่างดีตอนที่ต้องรีบวิ่งลงมาเปิดประตูแล้วใช้มือปิดปากเชอร์ล็อค และลากเข้ามาในแฟลตอย่างรวดเร็วไม่ให้พูดอะไรมากไปกว่านั้นอีก เพราะจอห์นไม่อยากสบตากับคนด้านนอกถนนที่เริ่มหันมามองด้วยความสนใจ เพราะคิดว่าเป็นการงอนง้อคืนดีในรูปแบบพิเศษ

 

“แล้วไงต่อ จอห์น...จอห์น” เสียงทุ้มได้ยินในระยะใกล้ ทำเอาจอห์นหยุดจ้องกลุ่มใบไม่สีเขียวตรงหน้า และออกจากภวังค์ความคิดของตัวเอง

 

“เอ่อ..อะแฮ่ม เออ งั้นก็ขอเดาว่าเรื่องด่วนคือทะเลาะกับไมครอฟด้วยเรื่องไร้สาระเท่าที่พวกนายสองคนยังไม่เบื่อที่จะขุดหามาทะเลาะกันได้  ทำไม...อย่ามองฉันแบบนั้นเชอร์ล็อคนี่คือความจริงที่สุดเท่าที่ชั้นอนุมานได้เลย”

 

“เยี่ยม แล้วไงต่อ” เชอร์ล็อคพยักหน้าให้จอห์นพูดต่อ

 

“ส่วนเรื่องอันตราย ก็การทดลองของนายเละเทะไม่เป็นท่า รอบนี้ไปพูดแบบไหนล่ะ ถูกตบแถมกลับมาด้วยมั้ย....เชอร์ล็อค อย่าหาว่างั้นงี้เลยนะ บางทีแรงบันดาลใจเรื่องคิดสูตรน้ำหอมของนาย อาจหาจากอย่างอื่นได้นะ” จอห์นหยุดพูดหันไปมองใบหน้าเชอร์ล็อคที่เลิกคิ้วข้างหนึ่งรอฟัง

 

“อืม..เช่นลองออกไปเที่ยวสูดกลิ่นธรรมชาติ ภูเขา ทะเลอะไรแบบนั้นน่ะ” จอห์นพูดไปพลางยกมือจับท้ายทอยไปพลาง ไอ้เรื่องส่วนตัวบางครั้งเป็นเพื่อนสนิทกันมากแค่ไหน เขาก็กระดากปากที่จะไปสอดเรื่องบนเตียงของเพื่อน แต่พอนึกถึงความเสี่ยงแล้วจอห์นก็อดเป็นห่วงไม่ได้

 

เชอร์ล็อคยกแขนข้างนึงวาดพาดพนักเก้าอี้ผ่านด้านหลังจอห์น เปลี่ยนมานั่งไขว่ห้างขยับตัวเข้าใกล้หันไปทิศทางด้านข้างของจอห์น

 

“ดี กำลังท็อปฟอร์มเลย แล้วไงต่อ” เชอร์ล็อคถามเสียงเบา สายตาไล่มองใบหน้าด้านข้างของจอห์น หยุดจ้องปลายลิ้นสีชมพูซึ่งแลบออกมาเลียริมฝีปาก ก่อนจะเม้มริมฝีปากเปียกชื้นนั้นจนเกือบเป็นเส้นตรง ท่าทางที่จอห์นเผลอทำออกมาทุกครั้งเมื่อรู้สึกลำบากใจ

 

“เรื่องสุดท้ายอันตรายถึงชีวิตนั่นเดาไม่ได้ เดาไม่ถูก” จอห์นพูดพลางพ่นลมหายใจยาว เชอร์ล็อคยิ้มบริเวณมุมปาก โอ จอห์น....จอห์น  ขยับเข้าใกล้คนสูงวัยกว่าขณะที่จอห์นยังนั่งตัวแข็งทื่อ หน้ามองตรงไปที่พุ่มใบไม้สีเขียวตรงหน้าราวกับเป็นสิ่งเดียวในโลกที่น่าสนใจ

 

เชอร์ล็อคสูดกลิ่นรอบตัวจอห์นผ่านอากาศระหว่างทั้งคู่ ถึงจะผ่านมาหลายปีแล้ว เชอร์ล็อคไม่สามารถบอกได้ว่ากลิ่นเฉพาะของจอห์นจะเอามาทำสูตรน้ำหอมได้อย่างไร ต่อให้เขาพยายามผสมหรือคิดแทบเป็นแทบตายก็ไม่เหมือน ถึงจะลองทดสอบในช่วงที่กลิ่นของความรัญจวนใจผสมผสานระหว่างฮอร์โมน อารมณ์พลุ่งพล่านและฟีโรโมนขณะมีเซ็กซ์กับผู้หญิงพวกนั้นก็ไม่เคยมีกลิ่นไหนเหมือนกลิ่นของจอห์น กลิ่นซึ่งเชอร์ล็อค โฮล์มส์อธิบายไม่ได้

 

ขณะนี้แม้อากาศเย็นจัดจะโอบรอบตัวพวกเขาทั้งคู่ ไม่มีแม้กระทั่งลมพัดผ่าน กลิ่นหอมอ่อนๆจากจอห์นก็ส่งกลิ่นยั่วยวนกระทบปลายประสาทบริเวณจมูกของเขาอย่างจัง ตอนนี้ นาทีนี้ เขาได้กลิ่นหอมอบอวลของจอห์นอัดแน่นเต็มอยู่รอบตัว

 

 

กลิ่นของจอห์น กลิ่นเฉพาะจอห์นเท่านั้นที่ทำให้ความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องของเขามีมากขึ้นปั่นป่วนยุ่งเหยิงจนลามขึ้นมาถึงในอก

 

 

เชอร์ล็อคขยับตัวเข้าใกล้ในขณะที่จอห์นขยับออกห่างจนชิดขอบเก้าอี้ ปลายจมูกโด่งจรดไล่สูดกลิ่นหอมตามเแนวขากรรไกรล่างของใบหน้า จอห์นเบี่ยงตัวหลบหันไปส่งสายตาตำหนิแข็งกร้าวไปยังเชอร์ล็อค แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนความสนใจจากเชอร์ล็อคได้แล้วในตอนนี้ สายตาสองคู่จ้องกันอยู่นิ่งนานอย่างนั้น จนกระทั่งจอห์นเป็นฝ่ายยอมแพ้หลบสายตา พ่นลมหายใจยาวทางริมฝีปาก

 

“เชอร์ล็อค ฟังนะฉันรู้ว่านายคาใจ นายอยากรู้คำตอบ แต่นายเคยทดลองไปแล้วนี่เมื่อหลายปีก่อน แต่มันไม่ได้ผล นายแค่คิดไปเอง คนรอบตัวฉันไม่เคยได้กลิ่นอะไรที่นายบอกเลยสักคน ถึงนายจะอ้างว่านายจมูกดีกว่าคนอื่นก็เถอะ สุดท้ายจนป่านนี้นายก็เอาไปใช้กับสูตรน้ำหอมไม่ได้หรอก เชื่อสิ ฉันเป็นผู้ชาย ไม่เคยใช้น้ำหอมเลยด้วยซ้ำ จะไปมีกลิ่นอะไรแบบนั้นได้ยังไง กลับเถอะอากาศหนาวขนาดนี้ นายกลับบ้านไปได้แล้ว ฉันก็จะกลับแล้วเหมือนกัน” จอห์นลุกขึ้นยืนเดินออกไปตามทาง เชอร์ล็อคลุกขึ้นเดินตามยื่นมือคว้าไหล่ดึงจอห์นให้กลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

 

“ที่บอกว่าอันตรายอาจถึงชีวิตได้ เพราะหัวฉันมันแทบจะระเบิดอยู่แล้วน่ะสิ ...เพราะนี่น่ะเหมือนฮาร์ดไดร์ฟที่ชั้นบรรจุข้อมูลเฉพาะที่ฉันเห็นว่าจำเป็นหรือมีประโยชน์ อะไรไม่ใช้ก็ฉันก็ดีลีทออกซะ มีแต่เรื่องของนายที่ฉันพยายามดีลีทออกแต่ฉันก็ทำไม่ได้ ทุกครั้งที่คิดถึงนายฉันทำให้ฉันนึกถึงกลิ่นหอมจากตัวนาย กลิ่นที่ฉันไขไม่ออก มันน่ารำคาญนายเข้าใจมั้ย ฉันคิดอย่างอื่นไม่ได้นอกจากพยายามคิดวนเวียนอยู่ที่เรื่องของนายและกลิ่นของนาย นับวันมันยิ่งเป็นมากขึ้นทุกที”  

 

จอห์น วัตสันยืนนิ่งอ้าปากค้างขณะมองเชอร์ล็อคยืนคิ้วขมวดจนแทบเป็นปมอยู่ตรงหน้า แล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง ยิ่งทำให้เชอร์ล็อคขมวดคิ้วมากขึ้นไปอีก

 

“นี่นายกำลังสารภาพรักฉันหรือเปล่า”  จอห์นยิ้มขำอีกรอบตอนจ้องเข้าไปเห็นเชอร์ล็อคหลุดมาด ตาโตจนแทบถลนออกมาหลังจากได้ยิน   “ถ้าเท่าที่ฉันเข้าใจ นายเคยมีคนรักมาก่อนนี่ ถึงนานมากแล้วก็เถอะ หรือดีลีทออกไปหมดแล้ว”

 

เชอร์ล็อคกรอกตามองฟ้า ขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง จอห์นยืนดูแล้วยิ่งยิ้มกว้างมากกว่าเดิม เพราะหน้าตาเพื่อนของเขาตอนนี้เหมือนกำลังประมวลผลสิ่งที่อยู่ในหัวอย่างหนักหน่วง ไม่นานสายตาเชอร์ล็อคก็ปรับโฟกัสกลับมาตรงใบหน้าจอห์นได้อีกครั้ง

 

“ทำไมถึงได้หมกมุ่นนัก ปล่อยๆมันไปเสียเถอะ ยิ่งไอ้เรื่องกลิ่นของฉันนี่นะ ฉันดมตัวเองก็ไม่เห็นจะหอมเลย” จอห์นพูดพลางขยับเท้าเข้าใกล้เชอร์ล็อค “แล้วสมมติว่าแก้ไอ้ปริศนาเรื่องกลิ่นกวนใจนี่ได้แล้ว มั่นใจเหรอว่าจะขายได้หรือขายดี กลิ่นผู้ชายมันไม่ได้น่าดมขนาดนั้นหรอกนะ” จอห์นหยุดยืนกอดอกตรงหน้าเชอร์ล็อคเว้นระยะห่างพอสมควร

 

“ไม่”

 

จอห์นอ้าปากค้างอีกรอบ ก็รู้อยู่ว่าคนอย่างเชอร์ล็อคพูดตรง แต่ไม่คิดว่าพอได้ยินสั้นห้วนแบบนี้ก็ทำเอาเสียเซลฟ์ไปเหมือนกัน ไหนว่ากลิ่นเขาหอมไง

 

“ไม่.. หมายถึงสมมติว่าถ้าไขจนได้ รู้สูตรปรุงได้ก็ไม่ได้กะจะส่งทำขาย จะเก็บเอาไว้เองนี่ล่ะ จะได้เอาไว้ใกล้ๆตัวตลอด” เสียงทุ้มพูดเรียบๆหน้าตาเฉย

 

จอห์นทำเสียงรับรู้ว่าเข้าใจในลำคอ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยจะมีผู้ชายคนไหนมาใช้คำพูดให้ตีความได้แบบนี้มาก่อน เท่าที่รู้เชอร์ล็อคก็เคยมีคนรักผู้หญิง ที่ผ่านมาบรรดาน้องๆแรงบันดาลใจของเชอร์ล็อคก็มีแต่ผู้หญิง จะให้ตัวจอห์นอธิบายความสัมพันธ์แบบนี้ว่าอะไรดี คิดแล้วก็งง รู้แต่เพียงแค่ว่าวันนี้เขาได้ยินประโยคช็อคโลกจากเชอร์ล็อคมาแล้วมากกว่าหนึ่งหน เอาเถอะไหนๆจะช็อคแล้วก็เอาให้ช็อคกันไปทั้งสองฝ่ายเลยแล้วกัน ตัวเขาเองยังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนขั้วจริงจัง ถึงจะแอบมีหวั่นไหวบ้าง เชอร์ล็อคคิดยังไงเขาไม่รู้ รู้แต่ว่าถึงจะไม่เคลียร์วันนี้ ต่อไปก็ข้างหน้าสักวันก็คงเคลียร์ล่ะนะ ดูท่าทางเชอร์ล็อคสับสนหลุดมาดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนก็พาลเห็นใจ

 

“อืม ไหนๆตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออก หาคำตอบไม่ได้ แต่ก็อุตส่าห์อดทนป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวฉันให้งุ่นง่านมาเสียหลายปีนะ เอางี้แล้วกันช่วงระหว่างที่จะหาคำตอบน่ะ จะมาอยู่ด้วยกันชั่วคราวก็ได้นะ เอ่อ..ยังไงนายกลับบ้านไปก็ทะเลาะกับไมครอฟให้เสียอารมณ์ทุกวันอยู่แล้วใช่มั้ย” จอห์นพูดไปพลางเอาใช้มือเกาหูเกาหัวไปพลาง สายตาหลุบต่ำมองพื้นตลอด ไม่กล้าเงยหน้ามองเชอร์ล็อค ถ้าปฏิเสธมาก็ถือว่าจะได้เคลียร์เสร็จๆไปเสียวันนี้เลย

 

“จอห์น นี่นายพูดออกมาเองนะ” อยู่เสียงเชอร์ล็อคก็ฟังทุ้มนุ่มขึ้นมาจนจอห์นแทบขนลุก “ฉันไม่ปฏิเสธหรอก แล้วฉันก็ไม่แน่ใจด้วยว่าฉันจะหาคำตอบเรื่องกลิ่นของนายได้วันไหน หรือเวลาที่ว่านั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ แบบนั้นนายก็ยังจะให้ฉันอยู่หาคำตอบด้วยกันกับนายไปด้วยได้เรื่อยๆงั้นหรือ”

 

เชอร์ล็อคก้าวเท้าลลดระยะห่างระหว่างตัวเองและจอห์น กลิ่นหอมจางปะทะเข้ากับจมูกอีกครั้ง อารมณ์หงุดหงิดก่อนหน้านี้ก็เพลาลงไปมากโข งุ่นง่านมานานล่ะนะ แต่พอจอห์นถามประโยคเดียว พอเชอร์ล็อคประมวลผลได้ก็บิงโก เหมือนยกภูเขาออกจากอก อุตส่าห์ทำหน้านิ่ง เรียบเรียงคำพูดในหัวกะเอาไว้โน้มน้าวจอห์นว่าพูดแบบไหนถึงจะยอมหอบผ้าหอบผ่อนมาด้วยกันโดยละม่อม เพราะเขาเองก็ไม่เคยติดใจอะไรผู้ชายมาก่อน แล้วดูท่าทางจอห์นแล้วก็คงไม่เคยเหมือนกัน แต่พออะไรในหัวโล่ง ความจริงก็ปะทะหน้าก็รับได้ง่ายไม่หลงปนกับความเพ้อฝันเหมือนในอดีตที่เคยเป็น แต่จอห์นก็เป็นเสียแบบนี้ รู้ใจเขาไปเสียหมดทุกเรื่อง

 

“อือ” จอห์นพยักหน้าตอบอย่างว่าง่าย

 

“แล้วระหว่างหาคำตอบฉันก็อาจต้องขอลองดมกลิ่นนายบ่อยๆ แต่นายเคยบอกว่าไม่ชอบ นายจะทนได้หรือ” เชอร์ล็อคว่าพลางขยับเข้าไปใกล้อีก

 

“อือ” จอห์นพยักหน้าตกลงอีกครั้งก่อนจะหลุดหัวเราะคิก  ระหว่างนึกภาพเหมือนเขาได้ลูกหมาโตตัวกลับไปเลี้ยงที่บ้าน เชอร์ล็อคหรี่ตามองใบหน้ายิ้มขันของจอห์น แล้วกรอกตามองฟ้า ขยับอีกก้าวปิดช่องว่างระหว่างทั้งคู่เสีย สองมือประคองแก้มเย็นเฉียบจากอากาศหนาวจัดไว้ในอุ้งมือ ก้มลงสูดกลิ่นหอมบริเวณแก้มเข้าปอดฟอดใหญ่ แล้วค่อยๆลากจมูกลงไปตามแนวคาง ซอกคอ ไหล่ สูดกลิ่นหอมผ่านทั้งจากเนื้อตัวเย็นยะเยียบและผ่านแนวเสื้อหนาวหนาเตอะ

 

“เชอ...เชอร์ล็อค ฉันบอกว่าให้ดม ก็ดมเท่าที่ทุกทีเคยดมสิ ตรงผม หน้าหู อะไรแบบนั้น ไม่ใช่แบบนี้”

 

“จนกว่าเวลานั้นจะมาถึง..จอห์น กว่าฉันจะได้คำตอบฉันคงต้องแยกกลุ่มทดลองแต่ละบริเวณ นี่มันการทดลองวิทยาศาสตร์นะจอห์น ถึงจะต้องทำย้ำๆซ้ำๆเพื่อรับประกันผล แต่พื้นที่ทดลองก็ต้องหลากหลาย.....ไป....กลับบ้านกันเถอะ ฉันคิดว่าฉันอยากจะเริ่มการทดลองตั้งแต่วันนี้เลย”

 

เชอร์ล็อคพูดจบก็ยิ้มยกมุมปากให้จอห์นหนึ่งทีถ้วน ใช้มือข้างหนึ่งยกแตะขากรรไกรล่างของจอห์นให้หุบปิดปากที่อ้าค้าง (รอบที่เท่าไหร่ของวันเขาขี้เกียจจะนับ) ส่วนอีกมือเลื่อนไปแตะบ่าของจอห์นออกแรงผลักเบาๆให้ออกเดินไปด้วยกัน 

 
 
END
 
 
 
เอ่อ จบแล้วค่ะ เขียนเสร็จไปสักพักใหญ่แล้ว แต่พอกลับมาอ่านใหม่ เอ้ออออ เชอร์ล็อคแลดูโรคจิตจัง เอะอะดม เอะอะดม กรี๊ดดดดดดดดด 
 
 
ขอโทษที่ทำให้รออ่านกันนานมากนะคะ